รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2563

Close
หน้าแรก / รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2563 / ใส่ใจดูแลบุคลากร ลูกค้า และผู้บริโภค
ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดล้อมในการทำงาน และความผาสุกของพนักงาน
ไทยเบฟใส่ใจในการกำหนดแนวทางและระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัยให้สอดคล้องกับกฎหมายและ มาตรฐานสากลเพื่อความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับพนักงาน คู่ค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยมาตรการป้องกันความเสี่ยงซึ่งอาจเกิดขึ้นอุบัติเหตุ การบาดเจ็บและการเจ็บป่วยจากการทำงาน พร้อมส่งเสริมให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมต่อสภาพร่างกายจิตใจของพนักงานและถูกสุขลักษณะ เพื่อคุณภาพชีวิตในการทำงานและสุขภาพที่ดีของพนักงาน
ภารกิจสำคัญ
การดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน
ไทยเบฟกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดล้อมในการทำงานให้ครอบคลุม 4 ด้าน ดังนี้
1. ด้านความปลอดภัย
  • มีการตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ โดยมีคณะทำงานความปลอดภัยจากส่วนกลาง ออกพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทในกลุ่มไทยเบฟ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมถึงบริษัทในกลุ่มไทยเบฟในต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเมียนมา
  • จัดอบรมด้านความปลอดภัยต่างๆ เช่น การดับเพลิง ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน การเตรียมการด้านความปลอดภัยในแต่ละวันก่อนเริ่มดำเนินงานในโรงงานต่างๆ การอบรมมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001 การอบรมเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงการอบรมด้านการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนน
  • สร้างระบบการจัดเก็บข้อมูลใหม่และรวบรวมข้อมูลด้านความปลอดภัยของบริษัทไว้ในฐานข้อมูลเดียวกัน โดยครอบคลุมความปลอดภัยรอบด้านตามมาตรฐานการรายงานของ Global Reporting Initiative (GRI) พร้อมทั้งทำการวิเคราะห์และรายงานผลตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยแยกตามบริษัทและรวมตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ทันท่วงที พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยตามสายงานไปถึงผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ
2. ด้านอาชีวอนามัย
ให้การดูแลพนักงานด้านสุขภาพและอนามัยด้วยมาตรฐานความสะอาดและอุปกรณ์ป้องกันที่ดี พร้อมกับจัดอบรมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย โดยแบ่งเป็น 5 หมวดหลัก ดังนี้
  • ดูแล
    ไทยเบฟใส่ใจดูแลพนักงานในด้านสุขภาพและอนามัย โดยการจัดให้มีแพทย์และพยาบาลประจำห้องพยาบาลเพื่อให้บริการตรวจรักษาและให้การปรึกษาด้านสุขภาพแก่พนักงาน รวมถึงการทำข้อตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อนำพนักงานที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ป้องกัน
    ไทยเบฟใส่ใจในการป้องกันโรคให้กับพนักงาน โดยเฉพาะโรคในกลุ่มวัยทำงาน เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้แก่พนักงาน เป็นประจำทุกปี
  • รักษา
    ไทยเบฟช่วยเหลือเงินค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มเติมจากเงินช่วยเหลือประกันสังคม ตามกฎหมาย รวมถึงทั้งทำประกันอุบัติเหตุและประกันการเจ็บป่วยประเภทผู้ป่วยใน (IPD) ให้กับพนักงานทุกคน
  • ตรวจสุขภาพ
    ไทยเบฟให้พนักงานทุกคนได้ตรวจสุขภาพ โดยจัดการตรวจที่แตกต่างกันตามเพศ อายุ และความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น การตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านมให้แก่พนักงานที่อยู่ในช่วงอายุที่มีความเสี่ยง รวมถึงการตรวจสุขภาพเพิ่มเติมให้กับพนักงานในโรงงานตามปัจจัยเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมตรวจสุขภาพและวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้กับบิดา มารดา ของพนักงานด้วย
  • ให้ความรู้
    ไทยเบฟจัดอบรมใด้านสุขภาพและโรคที่มักตรวจพบกับพนักงานและสมาชิกในครอบครัว เช่น โรคของคนทำงานออฟฟิศ (Office Syndrome) การลดความเครียด รวมถึงการฝึกทักษะการช่วยชีวิตเบื้องต้น ให้กับพนักงานอีกด้วย
3. ด้านสภาวะแวดล้อมในการทำงาน
  • เตรียมพร้อมสถานที่ จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์การทำงาน เฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน
  • ออกแบบและจัดพื้นที่การทำงานที่ส่งเสริมการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Co-Working Space และพื้นที่ผ่อนคลายหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน
  • จัดลักษณะงานให้เหมาะสมกับพนักงาน รวมถึงจัดระบบงานและกระบวนการเคลื่อนไหวร่างกาย ให้เหมาะสมรวมถึงวิเคราะห์วิธีการทำงานให้สอดคล้องกับความสามารถและสมรรถนะของพนักงานแต่ละกลุ่ม
  • สำนักงาน ThaiBev Quarter มีพื้นที่ใช้สอยรวมถึง 48,273 ตารางเมตร ตกแต่งเป็นสำนักงานที่ทันสมัย เหมาะสมกับการทำงานสมัยใหม่ มีห้องประชุมขนาดเล็ก-ขนาดใหญ่ และมีสำนักงานแบบพื้นที่ทำงานร่วมกัน สำหรับพนักงานและบุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการ และพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการรวมถึง สิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ให้กับพนักงานไทยเบฟ เช่น ห้องอาหาร ห้องพยาบาล ธนาคาร ห้องออกกำลังกาย รวมถึงห้องสันทนาการ ห้องฟิตเนส ลานกีฬา สนามบาสเกตบอล สนามฟุตซอล สนามเทนนิส และห้องคาราโอเกะ เป็นต้น
4. ด้านความผาสุก
การทำงานอย่างมีความสุขของพนักงาน คือเป้าหมายที่สำคัญของไทยเบฟ ไทยเบฟมุ่งมั่นจัดทำกิจกรรม โครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างความสุขให้พนักงานอย่างต่อเนื่อง และเพื่อสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร ดังนี้
  • จัดตั้งคณะทำงานเสริมสร้างสุขภาพอนามัยและความผาสุกของพนักงาน ทำหน้าที่ดูแลกิจกรรมส่งเสริมการรักษาสุขภาพและเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์การทำงานอย่างมีความสุขของพนักงาน
  • ปรับปรุงข้อบังคับการทำงาน เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับพนักงานจากที่กฎหมายกำหนด เช่น เพิ่มสวัสดิการวันลาคลอดให้กับพนักงานหญิงมากกว่าที่กฎหมายกำหนด และวันลาดูแลบุตรที่เพิ่งคลอดสำหรับพนักงานชาย เพิ่มวันลากิจให้กับพนักงานรายวัน และการเพิ่มค่าชดเชยให้กับพนักงาน เป็นต้น
  • การจ้างงานและการดูแลพนักงานที่พิการหรือด้อยโอกาสทางกายภาพ เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33 และเพื่อให้คนพิการและทุพพลภาพได้มีงานทำเพิ่มมากขึ้น ไทยเบฟได้ดำเนินการจ้างงานคนพิการเป็นเวลามากกว่า 18 ปี โดยในปี 2563 กลุ่มไทยเบฟ 36 บริษัทย่อย ได้รับผู้ทุพพลภาพ 4 ประเภทเข้าเป็นพนักงาน (ความพิการด้านการเคลื่อนไหว ด้านการมองเห็น ด้านการได้ยิน และด้านสติปัญญา) รวม 508 คน ซึ่งจากการจ้างงานคนพิการพบว่าสามารถปฏิบัติงานทดแทนพนักงานปกติได้เป็นอย่างดี
การดูแลและเตรียมพร้อมพนักงานสูงอายุที่ใกล้เกษียณ
  • ให้โอกาสพนักงานสูงอายุที่สมัครใจและเข้าเงื่อนไขของบริษัท ให้ทำงานในบริษัทต่อไปหลังเกษียณอายุการทำงาน โดยจัดให้มีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับวัย สามารถเลือกวันทำงานตามระยะเวลาที่กำหนดให้ในแต่ ละสัปดาห์ได้ตามต้องการ ซึ่งในปัจจุบัน ไทยเบฟมีพนักงานสูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปี มากด้วยประสบการณ์ทำงานกว่า 245 ท่าน
  • โครงการวางแผนเตรียมความพร้อมพนักงานเพื่ออนาคตที่ดีก่อนเกษียณ เป็นกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตอย่างผาสุกของพนักงาน เช่น จัดการบรรยายในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากบริษัทและภาครัฐก่อนและหลังเกษียณ การใส่ใจดูแลสุขภาพกาย/ใจ การบริหารเงินหลังเกษียณ ช่องทางอาชีพและงานอดิเรก เพื่อให้พนักงานสูงวัยได้มีการเตรียมตัวและสามารถจัดการชีวิตภายหลังเกษียณอายุการทำงาน รู้จักการออมและการบริหารเงินและบริหารหนี้
การบริหารจัดการความเครียดในการทำงาน
  • ให้อิสระในการเลือกช่วงเวลาการทำงาน โดยประกาศให้มีการทำงานแบบยืดหยุ่น สามารถเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนในช่วงเช้าและช่วงเย็น เป็นการช่วยลดความเครียด
  • จัดให้มีพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-working Space) เพื่อให้พนักงานติดต่อสื่อสาร พูดคุย ปฏิสัมพันธ์แบบการทำงานร่วมกัน และจัดให้มีโต๊ะทำงานแบบไม่ประจำ หรือมีพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Hot Seat) ให้พนักงานเลือกที่นั่งทำงานได้ตามสะดวก สามารถเปลี่ยนที่นั่งไปในแต่ละวันตามต้องการ
ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน
ไทยเบฟได้พัฒนาเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของงานขาย การตลาด และการขนส่ง โดยจัดให้มีการอบรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถและกฎจราจร เพื่อสร้างจิตสำนึกและย้ำเตือนถึงความปลอดภัย รวมถึงแนะนำวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อเป็นการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการใช้รถใช้ถนน ไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ตัวบุคคล องค์กร หรือผู้อื่น นอกจากนี้ยังมีข้อปฏิบัติอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น
  • หากเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือมีอาการมึนเมาและการขับรถในเวลากลางคืน พนักงานที่ขับรถต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  • การตรวจสอบสภาพรถอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อให้รถมีสภาพที่สมบูรณ์อยู่เสมอ
  • ข้อกำหนดในการใช้ความเร็ว โดยจะมีการตรวจสอบผ่านระบบ TOMs ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันในการรายงานการทำงานของพนักงานขับรถ
การดูแลพนักงานในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19
ไทยเบฟให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ที่สร้างผลกระทบต่อภาพรวมในการดำเนินธุรกิจตลอดถึงสภาพความเป็นอยู่ของพนักงาน ไทยเบฟได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อ ป้องกัน ดูแล อำนวยความสะดวก และช่วยเหลือพนักงานทุกคน
  • บริหารจัดการพื้นที่ในการทำงานตามความเหมาะสม เช่น การขยายและกระจายพื้นที่ทำงานไปยังสำนักงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเว้นระยะทางสังคมในที่ทำงาน
  • นโยบายทำงานจากบ้าน (Work from Home) สำหรับกลุ่มพนักงานที่สามารถทำงานผ่านระบบออนไลน์ต่างๆได้ เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับตัวพนักงาน และคนในครอบครัว โดยพนักงานกลุ่มนี้จะไม่เข้าสำนักงานหรือสถานที่ทำงานต่างๆเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อข้ามกลุ่ม
  • มาตรการด้านความปลอดภัยในการเข้าสถานที่ทำงานต่างๆ เช่น การทำความสะอาดฆ่าเชื้อ การติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ในทุกพื้นที่ การตรวจอุณหภูมิ รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันต่างๆที่จำเป็นในการเข้าพื้นที่การทำงาน
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิตัลในการบันทึกเวลาเข้างาน และยกเลิกการสแกนนิ้วมือในการเข้าทำงานตามสถานที่ต่างๆ เพื่อกำจัดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัส
  • จัดตั้งศูนย์บริการพนักงานช่วงวิกฤตโควิด-19 เพื่อให้พนักงานสามารถสอบถามข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ให้คำแนะนำการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ดูแลและให้ความช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
  • มอบสวัสดิการเสริมให้กับพนักงาน เช่น อำนวยความสะดวกให้กับพนักงานได้ตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งมีพนักงานจำนวนกว่า 12000 คน เข้ารับการตรวจ และทำประกันสุขภาพโควิด-19 ให้กับพนักงานในเครือกว่า 50,000 คน
  • แจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ให้กับพนักงาน และบุคคลในครอบครัว รวมถึงอำนวยความสะดวกในการจัดจำหน่าย และกระจายน้ำดื่มให้กับพนักงานเพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางไปห้างสรรพสินค้า
ทิศทางการดำเนินงาน
  • ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย รวมถึงการขยายงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานไปยังบริษัทในกลุ่มไทยเบฟในภูมิภาคอาเซียน
  • จัดทำโครงการลดอัตราการเจ็บป่วยจากการทำงานและความถี่การเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานของพนักงานและผู้รับเหมา โดยมีเป้าหมายให้ความถี่การเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานของพนักงานต่ำลงเหลือ 1.0 ในปี 2565
  • ปลูกฝังวินัยเรื่องความปลอดภัยทางถนนให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยจัดอบรมและกิจกรรมในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับพนักงาน พร้อมทั้งขยายขอบเขตไปยังส่วนภูมิภาคและกลุ่มตัวแทนจำหน่ายด้วย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการทำงานของพนักงานที่มีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากอุบัติเหตุ
  • สร้างเครือข่ายงานด้านความปลอดภัยที่มีสมาชิกเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจากบริษัทในกลุ่มไทยเบฟทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน เพื่อเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ การสื่อสาร แลกเปลี่ยนความรู้และข่าวสารด้านความปลอดภัยอย่างทั่วถึงในกลุ่มสมาชิก รวมถึงการจัดอบรมความปลอดภัยขั้นสูงแก่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
  • สร้างฐานข้อมูลสุขภาพของพนักงานแต่ละคน เพื่อนำข้อมูลมาเก็บสถิติและวิเคราะห์ มุ่งดูแลสุขภาพของพนักงานในเชิงรุกทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ ก่อนที่จะเกิดโรคในรูปแบบการป้องกัน พร้อมทั้งปลูกฝังให้พนักงานใส่ใจในการออกกำลังกาย ลดความเครียดจากการทำงาน รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่มักเกิดกับพนักงาน โดยมีเป้าหมายให้พนักงานมีสุขภาพดีขึ้น ลดการเจ็บป่วย มีคุณภาพชีวิตที่ดีและทำงานอย่างมีความสุข
แบ่งปันคุณค่า

ดร.เอกพล ณ สงขลา
รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่
ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มทรัพยากรบุคคล

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

ไทบเบฟ ได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2020 ต่อเนื่องปี 2 และ ‘WeCare Awards’
ไทบเบฟ ได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2020 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และ รางวัล ‘WeCare Most Caring Company Award’ ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศ และนานาชาติที่มีการตัดสินจากการเข้ามาสำรวจความคิดเห็นและสัมภาษณ์พนักงาน ในการดำเนินงานด้านบุคคล แล้วเปรียบเทียบกับหลายร้อยบริษัท จึงเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราอย่างมากที่ไทยเบฟได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับรางวัลนี้สำหรับประเทศไทยเป็นปีที่สองติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนได้ถึงการทำงานที่สร้างสรรค์และสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับบริษัทอื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยเบฟเป็นเพียง 1 ใน 5 บริษัทจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัล ‘WeCare’ จากการที่เราดูแลพนักงานและครอบครัวอย่างมุ่งมั่นในช่วงที่ท้าทายของปี 2020 สืบเนื่องจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งเราได้ยืนอยู่เคียงข้างพนักงานของเราโดยตลอด ทั้งในเรื่องการงานและสุขภาพ รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่การทำงานที่เหมาะสมให้พนักงานกลุ่มต่าง ๆ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาส่งเสริมทั้งการทำงานและความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการลงทุนในการผลิตและส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่จำเป็น การลงทุนสร้างศูนย์การตรวจโควิดเพื่อพนักงานและพันธมิตร ตลอดจนการทำประกันโควิด-19 ให้กับพนักงานทุกคนอย่างทั่วถึง  จากเสียงสะท้อนทั้งภายในและภายนอกองค์กรถือได้ว่ากลุ่มไทยเบฟมีความมั่นคงอย่างมากท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ค่อนข้างผันผวน และไทยเบฟมุ่งมั่นในการเติบโตและส่งมอบคุณค่าให้กับทั้งพนักงานและสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทในการสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต