การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ 2568
หน้าแรก / การสร้างคุณค่าให้แก่สังคม
การส่งเสริมความผาสุกของพนักงาน
ไทยเบฟมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานสูงสุดด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และความผาสุกในทุกกระบวนการดำเนินงาน โดยยึดตามนโยบายอาชีวอนามัย และความปลอดภัยขององค์กร ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานมีความปลอดภัย สุขภาพดี และสนับสนุนการทำงานสำหรับพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย แนวทางการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHS) ของไทยเบฟ มุ่งเน้นการระบุความเสี่ยงเชิงรุก การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งส่งเสริม วัฒนธรรมความปลอดภัยที่แข็งแกร่งผ่านการฝึกอบรม การมีส่วนร่วม และการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2568 ไทยเบฟยังคงเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านความปลอดภัยและโครงการ ส่งเสริมความผาสุกของพนักงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและยกระดับความเป็นเลิศ ในการดำเนินงาน ความพยายามสำคัญมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงผลการดำเนินงาน ด้านสุขภาพและความปลอดภัย ส่งเสริมความสมดุลระหว่างการทำงาน และการใช้ชีวิต และปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการใส่ใจและความรับผิดชอบ โดยไทยเบฟตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และยั่งยืนสำหรับทุกคนผ่านโครงการริเริ่มอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการบริหารจัดการ
ไทยเบฟให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยภายใต้ “นโยบาย อาชีวอนามัยและความปลอดภัยขององค์กร” ที่ได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการบริษัท นโยบายฉบับนี้ให้แนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับ การรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ สำหรับกรรมการ พนักงาน และทุกคนที่ปฏิบัติงานภายในสถานที่ ของไทยเบฟ นโยบายฉบับเต็มเผยแพร่ต่อสาธารณะบนเว็บไซต์ องค์กรของเราที่: https://sustainability.thaibev.com/en/ policy_statement.php

การกำกับดูแลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHS) ดำเนินการโดยทีมเครือข่ายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งนำโดยผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงาน ทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กร ทีมงานนี้ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการจากทุกหน่วย ธุรกิจของไทยเบฟ โดยมีหน้าที่หลักในการกำกับดูแล จัดมาตรฐาน และพัฒนากระบวนการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและ ความปลอดภัยของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

หน้าที่สำคัญประกอบด้วย การระบุและทบทวนอันตรายที่เกี่ยวข้อง กับการทำงาน การจัดประชุมเชิงตัดสินใจเป็นประจำ และการปรึกษา หารือโดยตรงกับพนักงานในระหว่างการพัฒนา การดำเนินงาน และการประเมินกระบวนการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทุกขั้นตอน แนวทางนี้ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานสากล พร้อมทั้งส่งเสริมการแบ่งปันความรู้เพื่อสร้าง สถานที่ทำงานที่ยั่งยืนและถูกสุขลักษณะ ซึ่งช่วยให้พนักงานทุกคน สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

กระบวนการบริหารจัดการ
การบ่งชี้อันตรายและการประเมินความเสี่ยง (Hazard Identification and Risk Assessment: HIRA)
ไทยเบฟปฏิบัติตามมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและ ความปลอดภัย ISO 45001:2018 และพระราชบัญญัติความ ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านการควบคุมและขจัด อันตราย บริษัทดำเนินการวิเคราะห์อันตรายเพื่อความปลอดภัย ในการทำงาน (Job Safety Analysis: JSA) เป็นประจำทุกปี ครอบคลุมกิจกรรมทั้งที่เป็นงานประจำและไม่ใช่งานประจำ รวมถึงพื้นที่และการให้บริการต่าง ๆ กระบวนการบ่งชี้อันตราย และการประเมินความเสี่ยงนี้จะประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณา จากระดับความรุนแรงและโอกาสการเกิดเหตุการณ์ และเมื่อมี เหตุการณ์ที่ตรวจพบความเสี่ยงสำคัญ แผนการลดความเสี่ยง รวมถึงการสร้างแผนลดความเสี่ยงและกำหนดมาตรฐานวิธีการ ปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย (Safety Standard Operation Procedure: SSOP) จะถูกนำมาใช้ทันที นอกจากนี้ ไทยเบฟ ยังกำหนดให้คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายจัดทำแผนบรรเทา สถานการณ์ฉุกเฉิน ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และกำหนดมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างที่สอดคล้องกับเกณฑ์ ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยขององค์กรอีกด้วย
หลักการของโครงการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยขององค์กร
เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางกฎหมายและมาตรฐานภายในไทยเบฟกำหนดแนวทางการบริหารจัดการ 4 ด้าน ดังนี้

ด้านความปลอดภัย

ด้านอาชีวอนามัย

ด้านสภาพแวดล้อม ในการทำงาน

ด้านความผาสุก

ด้านความปลอดภัย
ระบบการจัดการและการกำกับดูแลด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย
ไทยเบฟนำระบบการจัดการความปลอดภัยคุณภาพสูงมาใช้ โดยปัจจุบันมีโรงงาน 38 แห่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 45001 เพื่อปฏิบัติตามมาตรฐาน ฝ่ายดูแลความปลอดภัย ขององค์กรยังคงดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยภายใน โรงงานทุกแห่งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บริษัทได้ดำเนิน มาตรการตอบสนองภาวะฉุกเฉินอย่างรอบด้าน ซึ่งรวมถึงการจัด ฝึกอบรมภาคบังคับสำหรับสถานการณ์เสี่ยงสูงหลากหลายประเภท เช่น การเกิดเพลิงไหม้ พื้นที่อับอากาศ การใช้งานรถโฟล์คลิฟต์ และเหตุการณ์สารเคมีรั่วไหล (เช่น คลอรีนและแอมโมเนีย)
การส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัย
บริษัทส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยที่เข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลายช่องทางและเวทีการมีส่วนร่วม จัดให้มีการประชุม ความปลอดภัยประจำเดือนในทุกสถานที่ปฏิบัติงาน โดยมีผู้บริหาร และผู้แทนพนักงานเข้าร่วมเพื่อร่วมกันกำหนดกิจกรรมด้านความ ปลอดภัย พิจารณาข้อเสนอแนะ และติดตามผลการดำเนินการแก้ไข โรงงานผลิตทุกแห่งจัดให้มีการบรรยายสรุปด้านความปลอดภัย ใส่ใจดูแลบุคลากร ลูกค้า และผู้บริโภค รายวันเพื่อสร้างการรับรู้ นอกจากนี้ ไทยเบฟได้จัดตั้งคลินิก ความปลอดภัยร่วมกับทีมอาสาสมัคร และใช้ช่องทางการสื่อสาร ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่เข้าถึงง่ายหลากหลายรูปแบบ เช่น ระบบรับเรื่องร้องเรียน โทรศัพท์ อีเมล และแพลตฟอร์มโต้ตอบ สองทางผ่านแอปพลิเคชัน LINE ทั้งนี้ บริษัทยังประเมินประสิทธิผล ของการสื่อสารเชิงรุกผ่านแบบสอบถามก่อนและหลังการจัด กิจกรรม เพื่อวัดระดับความเข้าใจของพนักงานอีกด้วย
การฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะ
พนักงานทุกคนต้องเข้ารับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย รอบด้าน ครอบคลุมเนื้อหาความรู้พื้นฐานด้านความปลอดภัย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยจากอัคคีภัย ความปลอดภัย ทางถนน และมาตรฐาน ISO 45001 เพื่อให้มั่นใจในความเป็นเลิศ ด้านการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรม เฉพาะทางสำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในทุกหน่วยธุรกิจ เพื่อยกระดับทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคลากร แนวทาง การฝึกอบรมที่เข้มแข็งนี้ช่วยเสริมให้ทั้งองค์กรมีความตระหนักรู้ และสมรรถนะด้านความปลอดภัยในระดับสูง

ด้านอาชีวอนามัย
ความใส่ใจ:
ไทยเบฟมุ่งมั่นดูแลสุขภาพของพนักงาน โดยจัดให้มี การสนับสนุนอย่างรอบด้านด้วยบริการทางการแพทย์ และพยาบาลภายในสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มความสะดวก ในการเข้าถึง ทีมส่งเสริมความผาสุกของพนักงานได้ให้บริการ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) โดยร่วมมือกับคลินิกชั้นนำ ในการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง นอกจากนี้ พนักงานประจำ ทุกคนยังได้รับประกันชีวิต โดยบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ทางการแพทย์ทั้งหมด รวมถึงค่าชดเชยที่เหมาะสมในกรณี ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการทำงาน ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินโครงการสุขภาพจิตระยะนำร่อง โดยประสาน การให้ความช่วยเหลือแก่พนักงานที่มีความเสี่ยง ผ่านผู้จัดการ ซึ่งสังเกตเห็นสัญญาณความเครียดหรือความไม่สบายใจ ภายในทีมของตน
การป้องกัน:
ไทยเบฟบังคับใช้มาตรการด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกพื้นที่การดำเนินงาน ซึ่งรวมถึงการสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ตามข้อกำหนด คู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน ป้ายเตือนในจุดสำคัญ และการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างละเอียด นอกจากนี้ เพื่อเสริม มาตรการทั่วไป บริษัทได้ดำเนิน “โครงการห่วงใย (Huang Yai)” ที่มุ่งดูแลพนักงานขับรถขนส่งสินค้า โดยมีการตรวจคัดกรอง สุขภาพเบื้องต้น (รวมถึงการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และระดับคอเลสเตอรอล) เพื่อประเมินความเสี่ยงรายบุคคล ผลการตรวจทางการแพทย์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการประเมิน อาชีวอนามัย เพื่อจำแนกสภาพสุขภาพและจัดทำแผนบริหาร จัดการการขนส่งที่เหมาะสมและปลอดภัย
การรักษา:
ไทยเบฟให้การดูแลด้านสุขภาพอย่างครอบคลุม รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลทั้งกรณี ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ตลอดจนประกันอุบัติเหตุสำหรับ พนักงาน
ตรวจสุขภาพ:
ไทยเบฟจัดให้พนักงานได้รับการตรวจสุขภาพ ที่มีคุณภาพและคุ้มค่า รวมถึงบริการทันตกรรมเคลื่อนที่ โดยสามารถเข้าดูผลการตรวจได้อย่างสะดวกทางแอปพลิเคชัน Beverest Life อีกทั้งโครงการยังให้ความสำคัญกับการดูแล สุขภาพสตรีเป็นพิเศษ โดยมอบบริการตรวจคัดกรองมะเร็ง ปากมดลูกฟรี (สำหรับพนักงานอายุ 30 ปีขึ้นไป) และบริการ ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยรถเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ (Mobile Mammogram) ในราคาที่เหมาะสม โดยไม่ต้องสำรอง จ่ายล่วงหน้า
ด้านการศึกษา:
ส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านสุขภาพและ ความปลอดภัยผ่านการอบรมออนไลน์ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น ออฟฟิศซินโดรม และการลดความเครียด ควบคู่กับหลักสูตร ทักษะปฏิบัติ เช่น การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support: BLS) การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และ การปฐมพยาบาลให้แก่พนักงานและครอบครัว บริษัทยัง เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่เข้มแข็งภายใต้แนวคิด ความปลอดภัยเชิงพฤติกรรม (Behavior-Based Safety: BBS) ผ่านโครงการเฉพาะทาง เช่น การอบรมขับขี่เชิงป้องกันอุบัติเหตุ (Defensive Driving) สำหรับพนักงานขับรถขนส่ง เพื่อเพิ่มพูน ความรู้และการตระหนักรู้ในการขับขี่อย่างปลอดภัย

ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ไทยเบฟได้ริเริ่มโครงการตรวจสอบความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่ ดำเนินการปีละสองครั้ง ออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการความ ปลอดภัยในสถานที่ทำงานเชิงรุกและบรรเทาผลกระทบจาก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ วัตถุประสงค์หลักคือ ป้องกันอุบัติเหตุและ สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญเพื่อใช้ในการ พัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างต่อเนื่อง และนำ ข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการแผนการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบจะดำเนินการปีละสองครั้ง (ทุก ๆ 6 เดือน) โดยเริ่มการตรวจครั้งแรกในปีงบประมาณ 2568

ความรับผิดชอบในการตรวจสอบถูกกระจายไปทั่วทั้งองค์กร กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยของบริษัท ผู้จัดการอาวุโสหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย และทีมตรวจสอบภายในส่วนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยมีหน้าที่ดำเนินการตรวจประเมินตนเอง (Self-Audit) ในพื้นที่ปฏิบัติงานที่ตนรับผิดชอบ ขณะที่ผู้จัดการอาวุโสดูแล การตรวจสอบในสำนักงานฝ่ายขายทั่วประเทศ ส่วนทีมตรวจสอบ ภายใน รับผิดชอบการตรวจสอบในสาขาร้านอาหาร เพื่อให้มั่นใจ ในมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ผู้แทนจากสำนักงานฝ่ายขายและ ทีมตรวจสอบภายในที่มีหน้าที่ตรวจสอบจะต้องเข้ารับการอบรม เพิ่มเติมความรู้ด้านความปลอดภัย

เพื่อให้สอดคล้องตามข้อกำหนดและเอื้อต่อการรายงานที่เป็นระบบ บริษัทได้จัดทำแบบตรวจสอบด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างพิถีพิถัน โดยอ้างอิงตาม ข้อกำหนดทางกฎหมายทั้งหมด และปรับให้เหมาะสมกับลักษณะ การดำเนินงานเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจของไทยเบฟ แบบตรวจสอบดังกล่าวถูกดำเนินการผ่านลิงก์ Microsoft Forms ทำให้ผู้ตรวจสามารถส่งผลการตรวจประเมินในรูปแบบดิจิทัลไปยัง ส่วนกลางได้โดยตรง ซึ่งมีหน้าที่รวบรวม สรุปผล และจัดทำรายงาน การตรวจสอบทั้งหมด

โครงการสนับสนุนความผาสุกของพนักงาน
ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น:
ไทยเบฟส่งเสริมสภาพแวดล้อม การทำงานที่ยืดหยุ่น โดยปรับให้เหมาะสมกับลักษณะงานและ ความต้องการของพนักงาน สำหรับพนักงานภาคสนาม เช่น พนักงานขาย บริษัทจัดให้มีชั่วโมงการทำงานแบบยืดหยุ่นเพื่อ สนับสนุนการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มผลิตผล เนื่องจากลักษณะงานของกลุ่มนี้วัดผลจากผลงานเป็นหลัก สำหรับพนักงานกลุ่มอื่น สามารถจัดตารางเวลาทำงานแบบยืดหยุ่น ได้ด้วยระบบการบริการจัดการเวลาภายในองค์กร โดยต้องได้รับ การอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัว และคุ้มครองสุขภาพพนักงาน เราได้จัดตั้งจุดทำงานเสมือนใน หลายพื้นที่ รองรับการทำงานทางไกลอย่างราบรื่นทั้งในตลาด ในประเทศและต่างประเทศ ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ (Work from Anywhere)
การจัดรูปแบบการทำงานที่บ้าน (Work-from-home)
แนวทางนี้ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มผลผลิต สร้างขวัญกำลังใจ และความ คล่องตัว พร้อมทั้งช่วยปกป้องสุขภาพพนักงาน การสนับสนุนการ ทำงานทางไกลของบริษัทมีความครบถ้วน โดยมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน มีการฝึกอบรม และอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อส่งเสริมความผาสุก อย่างรอบด้าน บริษัทได้จัดโปรแกรมดูแลสุขภาพที่อัปเดตอย่าง ต่อเนื่อง โดยเน้นการออกกำลังกาย การยศาสตร์ (Ergonomics) และการจัดการความเครียด นอกจากนี้ บริษัทให้การสนับสนุน พนักงานพิการอย่างเต็มที่ โดยการจัดพื้นที่ทำงานทางเลือกและ การอำนวยความสะดวกที่จำเป็น
ตัวเลือกการทำงานไม่เต็มเวลา :
ไทยเบฟจัดให้มีรูปแบบการทำงานไม่เต็มเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของพนักงาน โดยพนักงานจะประสานกำหนดตารางเวลาและเงื่อนไขการทำงาน ร่วมกับผู้บังคับบัญชาโดยตรง พร้อมทั้งยื่นคำขอผ่านระบบบริการ จัดการเวลาในแอปพลิเคชัน Beverest Life รูปแบบการทำงาน ไม่เต็มเวลาเหล่านี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในกลุ่มพนักงาน ค้าปลีก โดยเฉพาะพนักงานที่ QSA (KFC) และร้านอาหารโออิชิ
สวัสดิการสำหรับครอบครัว:
ไทยเบฟมุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อม ที่เป็นมิตรต่อครอบครัวผ่านหลากหลายโครงการในสถาน ประกอบการของบริษัท ซึ่งรวมถึง การจัดให้มีสนามเด็กเล่นสำหรับ บุตรหลานที่ติดตามผู้ปกครองมายังสถานที่ทำงาน ห้องสำหรับ คุณแม่ให้นมบุตรในสำนักงานและโรงงานทุกแห่ง รวมถึงการขยาย ศูนย์ดูแลเด็กให้มีชั้นเรียนและกิจกรรมระหว่างช่วงปิดภาคเรียน บริษัทจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม ทัศนศึกษา และกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก ๆ นอกจากนี้ สำหรับพนักงานที่เป็นผู้ดูแล หลัก บริษัทมอบสิทธิ์ลาพักโดยได้รับค่าจ้างสูงสุดถึง 33 สัปดาห์ (รวมลาคลอดสำหรับการดูแลก่อนคลอดและหลังคลอด) และสูงสุด 13 สัปดาห์สำหรับผู้ดูแลที่ไม่ใช่ผู้ดูแลหลัก ในคู่มือพนักงานยังให้ การสนับสนุนเพิ่มเติม โดยกำหนดสิทธิ์การลาพักเพิ่มเติมเพื่อดูแล สมาชิกในครอบครัวที่ป่วยหรือเสียชีวิต โดยต้องได้รับการอนุมัติ จากหัวหน้างาน

นอกเหนือจากสวัสดิการด้านครอบครัวและการลาป่วยแล้ว ไทยเบฟยังมอบสิทธิ์ลาอื่น ๆ เช่น ลาเพื่อทำหมัน การเกณฑ์ทหาร การฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ และลาไม่รับเงินเดือน บริษัทได้ กำหนดสิทธิ์ลาอุปสมบทไว้อย่างเป็นทางการและครอบคลุม โดย ตระหนักถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมและศาสนา สิทธิ์นี้เปิดโอกาส ให้พนักงานชายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถลาอุปสมบทได้สูงสุด 120 วัน พร้อมรับเงินเดือนเต็มจำนวน เพื่ออุทิศตนศึกษาพระธรรม ปฏิบัติคำสอนทางศาสนา และปฏิบัติหน้าที่ต่อครอบครัว อันเป็นการสืบสานประเพณีพุทธศาสนาและสร้างกุศล นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ไทยเบฟให้สิทธิ์ลารับราชการ ทหาร พร้อมรับเงินเดือน สำหรับพนักงานชายที่ต้องเข้ารับ การตรวจเลือก การฝึก หรือการทดสอบความพร้อมทางทหาร โดยสิทธิ์นี้ถูกระบุไว้ในข้อบังคับการทำงานของบริษัทอย่างเป็น ทางการ และสามารถลาได้สูงสุด 60 วันต่อปี

ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรพนักงาน โดยมอบ ทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในทุกระดับชั้นจนถึงระดับมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งจัดการสนับสนุนด้านวิชาการผ่านการบรรยายให้ความรู้ เช่น แนวทางการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบการคัดเลือก เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของไทย (Thai University Central Admission System: TCAS) ความมุ่งมั่นนี้ช่วยลดภาระ ค่าใช้จ่าย โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว บริษัทได้มอบทุนการศึกษา แล้วทั้งสิ้น 1,437 ทุน (9.7 ล้านบาท) ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา มีการมอบทุนการศึกษาสะสมรวม 18,396 ทุน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 115.8 ล้านบาท
การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร 2568 ชาย หญิง
จำนวนพนักงานที่ได้รับสิทธิ์ลา เพื่อเลี้ยงดูบุตร 24,446 17,161
จำนวนพนักงานที่ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร 126 393
จำนวนพนักงานที่กลับมาทำงานใน รอบระยะเวลาหลังจากสิ้นสุดการลา เพื่อเลี้ยงดูบุตร 112 311
จำนวนพนักงานที่กลับมาทำงานหลัง เวลาลาหยุดเลี้ยงดูบุตรสิ้นสุดลง และ ยังคงทำงานต่อไปเป็นเวลา 12 เดือน 112 309
อัตราการกลับเข้าทำงานของพนักงานที่ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร 88.9% 79.1%
โครงการสำคัญ

การประชุมเชิงปฏิบัติการ การเพิ่มศักยภาพในการจัดการ สาธารณภัยและความปลอดภัยในการทำงานอย่างยั่งยืน
ไทยเบฟได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสำคัญภายใต้หัวข้อ การเพิ่ม ศักยภาพในการจัดการสาธารณภัยและความปลอดภัยในการทำงาน อย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อระบุ ประเมิน และวิเคราะห์ ความเสี่ยงเชิงรุกทั่วทั้งองค์กร เสริมสร้างความรู้ให้แก่บุคลากร และเพิ่มความพร้อมด้านการบริหารความเสี่ยงในทุกหน่วยธุรกิจ (Business Units: BUs) เป้าหมายสูงสุดคือการลดความเสี่ยงใน สถานที่ทำงาน ยกระดับความปลอดภัย และลดความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน มีผู้เข้าร่วมการอบรมจำนวน 60 คน จาก 9 หน่วย ธุรกิจ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยและทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉิน

ผลลัพธ์ที่คาดหวังของโครงการมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการดำเนิน งานที่วัดผลได้จริง ผู้เข้าร่วมได้กำหนดแนวทางปฏิบัติด้านการ บริหารความเสี่ยงที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม อย่างแข็งขันในการจัดทำแผนตอบโต้เหตุฉุกเฉิน (Emergency Response Plans) และการซ้อมแผนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลักดัน การดำเนินงานด้านแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Planning: BCP) ประเด็นสำคัญของการอบรมคือ การเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงรุก และการสร้าง ความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบเพื่อยกระดับความพร้อม ทั้งนี้ มีการสนับสนุนโดยการเสวนาเฉพาะทางที่ครอบคลุมนโยบาย การพัฒนาศักยภาพพนักงาน และมาตรฐานด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย (OHS)

องค์ประกอบสำคัญของงานครั้งนี้คือ “ประกาศเจตนารมณ์ ในการสร้างความปลอดภัยในการทำงานขององค์กรอย่างยั่งยืน” โดยมีคุณปราโมทย์ หรรษมนตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักการผลิตสุรา ร่วมกับผู้บริหารกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ร่วมเป็นผู้นำ ในการประกาศเจตนารมณ์ เจตนารมณ์ดังกล่าวได้กำหนดกรอบ การบริหารจัดการที่ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องตามกฎหมาย และมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน หลักการสำคัญยืนยัน ถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสร้างวัฒนธรรมความ ปลอดภัยที่มีประสิทธิผลและยั่งยืน ส่งเสริมความพร้อมรับมือ ภัยพิบัติและการพัฒนาแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานเชิงรุก (Proactive Culture) เช่น การส่งเสริมการรายงานเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near Miss) โดยไม่ลงโทษ และการยึดถือมาตรฐานสากลในการดำเนินงาน เพื่อบรรลุเป้าหมาย “อุบัติเหตุเป็นศูนย์” (Zero Accident)

โครงการเตรียมความพร้อมพนักงานเพื่อชีวิตหลังเกษียณ ประจำปี 2568
ไทยเบฟจัดโครงการฝึกอบรมประจำปีและพิธีเกษียณอายุ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อพนักงานที่ปฏิบัติงานมาอย่างยาวนาน และกำลังจะเกษียณอายุ ในปี 2568 การฝึกอบรมครอบคลุม เนื้อหาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิประโยชน์การเกษียณอายุ (รวมถึง ประกันสังคม) การวางแผนทางการเงิน ชุมชนและการสนับสนุน (ผ่านกลุ่ม LINE) และสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ) ทั้งนี้ มีพนักงานอาวุโสจำนวน 586 คน จากบริษัทไทยเบฟ และบริษัทในเครือเข้าร่วมโครงการนี้ซึ่งปิดท้ายด้วยพิธีอำลา พนักงานเกษียณอายุ พร้อมมอบประกาศนียบัตรและเข็มกลัด ทองคำจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

กีฬาสีไทยเบฟ 2568 “ONENESS: Uniting as One Power”
ไทยเบฟจัดงาน ThaiBev Sports Day 2025 “ONENESS: Uniting as One Power” ได้อย่างยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จ งานนี้เป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องยาวนาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมสุขภาพกายและใจของพนักงาน รวมถึงเสริมสร้าง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ิ

กิจกรรมประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ครอบคลุมทั้ง 8 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้พนักงานทุกพื้นที่ มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ได้แก่ นครราชสีมา นครสวรรค์ ขอนแก่น เชียงใหม่ นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพมหานคร

แนวคิด “ONENESS” เน้นย้ำถึงการรวมพลังของพนักงานไทยเบฟ จากทุกหน่วยงานและทุกระดับ โดยงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการ แข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการสร้างชุมชน แห่งสุขภาวะ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เปิดโอกาสให้พนักงาน

ได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ และเสริมสร้างการทำงาน เป็นทีม ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสมดุลชีวิตการทำงาน (Work-Life Balance) ที่ดี และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่แข็งแกร่งในระยะยาว โครงการนี้ยังเป็นการต่อยอดการดำเนินงาน ของชมรมพนักงานไทยเบฟ ซึ่งประกอบด้วยชมรมพนักงาน 12 ชมรม อาทิ ชมรมอาเซียน โบว์ลิ่ง วิ่ง ฟุตบอล และจักรยาน พร้อมทั้งมีแผนขยายการจัดตั้งชมรมให้ครอบคลุมทั้ง 8 ภูมิภาค การขายในอนาคต

F&N (กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศ มาเลเซีย): กิจกรรมร่วมแบ่งปันในเทศกาล
Fraser & Neave Holdings Bhd (F&N) เชื่อว่าความผาสุกที่แท้จริง เกิดขึ้นเมื่อผู้คนมีเป้าหมาย ความผูกพัน และความเชื่อมโยง ความร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง F&N และ Bursa Malaysia ในโครงการ Rewang Ramadan ประจำปี เป็นตัวอย่างที่สะท้อน ปรัชญานี้ได้อย่างชัดเจน บุคลากรของเราร่วมกันส่งต่อความสุข ในเดือนอันเป็นมงคลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ตอกย้ำคำมั่นสัญญา ของแบรนด์ “Pure Enjoyment, Pure Goodness”

ในปีนี้ เพื่อนร่วมงานจำนวน 40 คนจากสำนักงานต่าง ๆ แม้แต่พื้นที่ ห่างไกลอย่าง Gemas ได้มาร่วมแรงร่วมใจบรรจุกระเป๋าของขวัญ กว่า 2,000 ชุด เพื่อมอบให้แก่ครอบครัวที่อาศัยอยู่ใน PPR Cochrane Perkasa, Cheras โดยทำงานเป็นสองกะอย่างคล่องแคล่ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น การร่วมมือ และความเอื้ออาทร เพื่อให้บรรยากาศแห่งความสุขในเทศกาลนี้ถูกส่งต่อไปยัง ผู้ที่ต้องการมากที่สุด

โครงการลักษณะนี้มีความหมายมากกว่าการทำการกุศลทั่วไป เพราะช่วยหล่อเลี้ยงสุขภาวะทางอารมณ์ของพนักงาน โดยการมี ส่วนร่วมในงานชุมชนที่มีความหมาย ทำให้บุคลากรเกิดความรู้สึก ถึงเป้าหมาย ที่ช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจส่วนบุคคล เกิดความเชื่อมโยงและความเป็นส่วนหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสุขภาพจิตด้านบวกผ่านการทำความดี และความรู้สึกขอบคุณ ซึ่งช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุข

SABECO (กลุ่มธุรกิจเบียร์ในประเทศเวียดนาม): สนับสนุนพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นปี 2568
สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ SABECO ในการดูแลพนักงาน และชุมชน บริษัทได้ให้การสนับสนุนอย่างรอบด้านแก่พนักงาน และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นปี 2568 แสดงให้เห็น ถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความห่วงใยภายในองค์กร การช่วยเหลือประกอบด้วยเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่พักชั่วคราว บริการให้คำปรึกษา และการจัดรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความมั่นคงในช่วงฟื้นฟู บริษัทย่อย และเพื่อนร่วมงานต่างร่วมแรงร่วมใจกันจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ และการสนับสนุนด้านจิตใจ สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่ง ความสามัคคีและการดูแลซึ่งกันและกัน ผ่านความร่วมมือเหล่านี้ SABECO ได้ตอกย้ำความทุ่มเทเพื่อความผาสุกของพนักงาน และความสามารถในการฟื้นตัวของชุมชน โดยยึดมั่นให้ความเห็นอก เห็นใจและความรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมองค์กร

GRG (กลุ่มธุรกิจสุราในประเทศเมียนมา): GRG ระดมความช่วยเหลือหลังเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา
หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในเมียนมา Grand Royal Group (GRG) ได้ระดมกำลังเพื่อช่วยเหลือชุมชนและ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรวดเร็ว

เรามอบความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ครัวเรือนมากกว่า 2,500 ครัวเรือนใน 5 พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เนปิดอว์ มัณฑะเลย์ สกายง ยเมถิน/เพียวพ์เว และอินเล โดยจัดส่งสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร ยา และของใช้ดูแลผู้ประสบภัย ภายใต้ค่านิยมหลักของเรา ได้แก่ สร้างสรรค์คุณค่า (Creating Value) ผสานพลัง (Collaboration) และเอาใจใส่ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Caring for Stakeholders) เราให้ความสำคัญกับบุคลากรของเราเป็นพิเศษ โดยแจกจ่ายชุดบรรเทาทุกข์มากกว่า 600 ชุด และชุดอุปกรณ์ ซ่อมแซมบ้าน 136 ชุดให้แก่พนักงานที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ มัณฑะเลย์ เนปิดอว์ และสกายง นอกจากนี้ GRG ยังได้ขยาย ความช่วยเหลือไปยังคู่ค้าตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยสนับสนุนคู่ค้า ในพื้นที่มัณฑะเลย์ด้วยชุดบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยฟื้นฟูจาก ความเสียหายของสินค้าและกลับมาดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว

แม้จะยังคงมีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่การดำเนินงาน ของ GRG สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่สั่นคลอนเพื่อ ความผาสุกร่วมกันของพนักงาน คู่ค้า และชุมชนในวงกว้าง

International Beverage (กลุ่มธุรกิจสุราใน สหราชอาณาจักร): สถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม: วัฒนธรรม ความผาสุก และการมีส่วนร่วม
บริษัทได้รับการรับรองอีกครั้งว่าเป็น Great Place to Work สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในการสร้าง วัฒนธรรมการทำงานที่ดี ครอบคลุม และสนับสนุนพนักงาน การยอมรับนี้ยิ่งได้รับการตอกย้ำด้วยรางวัลต่าง ๆ เช่น “Best Workplace for Women” และ “Best Workplace for Transportation, Manufacturing & Production” ซึ่งชี้ให้เห็นถึง ความทุ่มเทของบริษัทต่อความเท่าเทียมทางเพศ ความเป็นเลิศ ด้านการดำเนินงาน และการเสริมพลังให้พนักงานในทุกภาคส่วน ของธุรกิจ

กลยุทธ์ด้านความผาสุกของเรามีความครอบคลุมและเชิงรุก โดยเราดำเนินโครงการรณรงค์ด้านสุขภาพที่เจาะจงตลอดทั้งปี รวมถึงโครงการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis Awareness) ในปี 2568 ซึ่งได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวาง ช่วยเสริมความเข้าใจ และการสนับสนุนประเด็นสุขภาพของผู้หญิงทั่วทั้งองค์กร เรายังส่งเสริมสุขภาพของผู้ชายผ่านกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ เป็นประจำ และปัจจุบันกำลังดำเนินการจัดทำนโยบายด้านสุขภาพ สำหรับผู้ชายเพื่อสนับสนุนด้านนี้ นอกจากนี้ โปรแกรมช่วยเหลือ พนักงาน (Employee Assistance Program: EAP) ยังให้การ สนับสนุนแบบเป็นความลับแก่พนักงานทุกคน ครอบคลุม ทั้งสุขภาพจิต คำแนะนำด้านการเงิน และสุขภาวะส่วนบุคคล ความพยายามเหล่านี้เสริมด้วยนโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่น การมีส่วนร่วมกับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ และวัฒนธรรม การสื่อสารแบบเปิดกว้าง
ความสำเร็จ
กลุ่มธุรกิจสุรา
  • โรงงานทั้งหมดในประเทศไทย และ 2 แห่งในประเทศเมียนมา ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 45001
  • โรงงาน 8 แห่งได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่น ด้านการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
  • โรงงาน 5 แห่งได้รับรางวัลโครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ เป็นศูนย์
  • โรงงาน 5 แห่งได้รับรางวัล Safety Culture Together in the Workplace
  • โรงงาน 5 แห่งได้รับรางวัลในการแข่งขันทักษะการดับเพลิง และกู้ภัยครั้งที่ 6
  • โรงงาน 2 แห่งได้รับการรับรองสถานที่ทำงานปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข
  • โรงงาน 1 แห่งได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการ
  • โรงงาน 1 แห่งได้รับรางวัลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับวิชาชีพดีเด่น ระดับประเทศ
  • โรงงาน 1 แห่ง ได้รับรางวัลสถานประกอบการต้นแบบการลด การประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน
กลุ่มธุรกิจเบียร์
  • โรงงานทั้งหมดในประเทศไทย และ 3 แห่งในประเทศเวียดนาม ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 45001
  • โรงเบียร์คอสมอส (ปีที่ 11 ติดต่อกัน) และโรงงานเบียร์ไทย (ปีที่ 8 ติดต่อกัน) ได้รับรางวัลระดับประเทศด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัย
  • โรงเบียร์คอสมอส (ปีที่ 12 ติดต่อกัน) และโรงงานเบียร์ไทย (ปีที่ 7 ติดต่อกัน) ได้รับรางวัลดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์ และสวัสดิการแรงงาน
  • โรงเบียร์คอสมอส รางวัลต้นแบบสถานประกอบกิจการส่งเสริมสุขภาพและองค์กรสุขภาวะ ระดับดีเด่น, รางวัลองค์กรต้นแบบการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิตระดับดีเด่น
  • โรงงานเบียร์ไทย รับรางวัล HWSN ระดับ Dimond องค์กร ที่มีผลงานดีเด่นในการส่งเสริมสุขภาพของวัยทำงาน
  • โรงงานเบียร์ไทย รับรางวัลองค์กรดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม
กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และกลุ่มธุรกิจอาหาร
  • โรงงานเสริมสุข 7 แห่งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 45001
  • โรงงานโออิชิ 3 แห่งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 45001
    • โรงงานอมตะนคร (ปีที่ 2 ติดต่อกัน) และโรงงานนวนคร รับรางวัลรณรงค์ลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์
    • โรงงานวังม่วง (ปีที่ 7 ติดต่อกัน) และโรงงานอมตะนคร (ปีที่ 2 ติดต่อกัน) รับรางวัลระดับประเทศ ด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัย
  • โรงงานไทยดริ้งค์ 1 แห่งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 45001
ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติก
  • ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างวิทยากรภายนอกโดยการพัฒนาวิทยากร ภายในให้สามารถจัดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัย ได้เองทั้งหมด 9 หลักสูตร
  • รางวัลรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ จำนวน 1 พื้นที่
  • รางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ระดับประเทศ จำนวน 3 พื้นที่ และระดับจังหวัด จำนวน 3 พื้นที่
  • รางวัลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ระดับวิชาชีพ ดีเด่นระดับประเทศ (3 ท่าน)
ก้าวสู่อนาคต

ไทยเบฟมุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะสำหรับพนักงานทุกคน โดยมีเป้าหมายหลักคือ การลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการทำงานและอัตราความถี่การบาดเจ็บจนถึงขั้นหยุดงาน (Lost-Time Injury Frequency Rate: LTIFR) อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ บริษัทจะยังคงดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุรากของอุบัติเหตุทุกกรณีอย่างละเอียด และประสานความร่วมมือกับหน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานส่วนกลางอยู่ระหว่าง การพัฒนาคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน (Standard Operating Procedures: SOPs) สำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น งานขนส่ง พนักงานขายที่ใช้รถจักรยานยนต์ และการปฏิบัติงานในร้านอาหาร พร้อมทั้งกำหนดให้ทุกหน่วยต้องดำเนินการประเมินความเสี่ยง ด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อจัดทำแผนลดความเสี่ยง

สำหรับงานขนส่ง TBL Control Tower กำลังยกระดับความปลอดภัยทั่วทั้งเครือข่ายการขนส่งอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสู่เป้าหมาย เป็นศูนย์ สำหรับอุบัติเหตุร้ายแรงจนถึงขั้นหยุดงาน การดำเนินงานนี้จะบรรลุได้โดยการติดตามพฤติกรรมการขับขี่อย่างเข้มงวด ด้วยข้อมูล GPS รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ภายใน ได้แก่ Smart Eyes และ Smart View เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังได้มีการติดตั้งเซนเซอร์แจ้งเตือนการหลับในสำหรับพนักงานขับรถบรรทุก และมีแผนบูรณาการกล้อง AI มาช่วย ตรวจจับในอนาคต นอกจากนี้ Control Tower ยังทำหน้าที่ติดตามความเสี่ยงภายนอก (เช่น อุทกภัย หรือความขัดแย้งในพื้นที่ต่าง ๆ) และใช้ฟีเจอร์ GeoFencing ภายในระบบ Smart Eyes เพื่อระบุและแจ้งเตือนพนักงานขับรถในเครือที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ช่วยให้สามารถ เปลี่ยนเส้นทางได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด

ในการดำเนินงานภายในโรงงาน บริษัทมุ่งมั่นนำระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ก้าวสู่รูปแบบโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายในการบูรณาการเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เข้ากับทุกกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถตรวจสอบการทำงานแบบเรียลไทม์ การตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำา และยกระดับ ความปลอดภัยสูงสุดในการทำงาน ทั้งหมดนี้ดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความยั่งยืนและมาตรฐานการผลิต อย่างเคร่งครัด

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การส่งเสริมความผาสุกของพนักงาน
ในรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2568