การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ 2568
หน้าแรก / ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม
การปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นหนึ่งในผลกระทบสำคัญของการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคุกคามความสามารถในการฟื้นตัวของระบบ นิเวศและความสมดุลทางสิ่งแวดล้อมที่สังคมมนุษย์ต้องพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรธรรมชาติและบริการของระบบนิเวศที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไทยเบฟตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพว่าเป็นรากฐาน สำคัญของการดำเนินธุรกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน และมุ่งมั่นที่จะสร้าง ผลกระทบเชิงบวกสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพในทุกพื้นที่การดำเนินงาน ทั่วโลก เรามุ่งมั่นในการอนุรักษ์ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศเพื่อให้ระบบนิเวศ ยังคงเกื้อหนุนการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้อย่างยั่งยืน

เพื่อบรรลุพันธกิจ ไทยเบฟได้กำหนดแผนปฏิบัติการเพื่อใช้ในการปกป้องและ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมุ่งเน้นป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า ตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการประเมินที่อยู่อาศัยที่สำคัญ (Critical Habitat Assessment) ในพื้นที่การดำเนินงานทุกแห่งทั่วโลก การดำเนินโครงการต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ พันธุ์พืชและสัตว์ และส่งเสริมความสมดุลทางนิเวศในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการ
เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายข้อตกลง “30x30” ในการประชุม สมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 15 (COP15) ไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะช่วยปกป้องและอนุรักษ์ผืนดิน และมหาสมุทรของโลก ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 โดยเน้นย้ำถึงความหลากหลายทางชีวภาพผ่านพันธกิจต่อไปนี้
  • สร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่การดำเนินงานที่สำคัญขององค์กร
  • หยุดการตัดไม้ทำลายป่าและส่งเสริมการปกป้องและการจัดการ ระบบนิเวศทางธรรมชาติที่มีคุณค่าสูง
  • มุ่งมั่นขจัดการตัดไม้ทำลายป่า ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลัก ขององค์กรที่เชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า (ข้าว มอลต์ กากน้ำตาล และน้ำตาล)
ไทยเบฟส่งเสริมให้คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจปกป้องระบบนิเวศ ตามธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และหลีกเลี่ยง การตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ บริษัท ได้ร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก รวมทั้งคู่ค้า องค์กรเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเสริมความพยายามเหล่านี้

เนื่องจากการดำเนินงานโดยตรงของไทยเบฟมีความเกี่ยวข้องกับ การตัดไม้ทำลายป่าค่อนข้างจำกัด บริษัทจึงมุ่งเน้นความพยายาม ด้านความหลากหลายทางชีวภาพไปที่การบริหารจัดการห่วงโซ่ อุปทาน กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และการสร้างความตระหนักรู้ ผ่านการให้ความรู้และกิจกรรมการมีส่วนร่วมเป็นหลัก

คณะกรรมการบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยงจะทบทวน ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพทุกไตรมาส ผู้ประสานงานความเสี่ยงจากกลุ่มผลิตภัณฑ์และหน่วยธุรกิจของ ไทยเบฟ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะทำงานบริหารความเสี่ยง เพื่อปฏิบัติตามลำดับของมาตรการลดผลกระทบอย่างเคร่งครัด ได้แก่ หลีกเลี่ยง ลดผลกระทบ ฟื้นฟู ชดเชย และปรับเปลี่ยน

กระบวนการเหล่านี้ได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ ความเสี่ยงขององค์กรอย่างสมบูรณ์ เพื่อลดผลกระทบที่หลงเหลือ ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลาย ทางชีวภาพใด ๆ ที่ถูกระบุว่ามีนัยสำคัญต่อกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือ หน่วยธุรกิจต้องรายงานตรงต่อคณะกรรมการบริหารความยั่งยืน และความเสี่ยง เพื่อพิจารณาและดำเนินการต่อไป
เป้าหมาย

ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ ต่อความหลากหลาย ทางชีวภาพ ภายในปี 2568

ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ ในการดำเนินการของไทยเบฟ และคู่ค้า ทางตรงในกลุ่มสินค้าเกษตรที่สำคัญ และกลุ่มบรรจุภัณฑ์กระดาษ จากการดำเนินงานในประเทศไทย ภายในปี 2568
โครงการสำคัญ

การประเมินที่อยู่อาศัยที่สำคัญและแผนการจัดการ ความหลากหลายทางชีวภาพ
ไทยเบฟได้เริ่มการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ ในทุกสถานที่ผลิต เพื่อให้มั่นใจว่ามีความเข้าใจและบริหารจัดการ ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ อย่างเหมาะสมในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการ ประเมินให้ครอบคลุมการประเมินที่อยู่อาศัยที่สำคัญ (Critical Habitat Assessment: CHA) ในพื้นที่ปฏิบัติการและพื้นที่โดยรอบ ครอบคลุมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ การประเมินดังกล่าวดำเนินการ ตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ 6 ของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC Performance Standard 6, 2012) ว่าด้วยการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีชีวิตอย่างยั่งยืน (IFC, 2012) โดยได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและผ่านการทบทวนอย่างรอบด้าน เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดจากการพัฒนาพื้นที่ และ การดำเนินการผลิตต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ การประเมินครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 84 แห่ง ประกอบด้วย พื้นที่ปฏิบัติการ 75 แห่ง และสถานประกอบการอื่น ๆ 9 แห่ง รวมเนื้อที่ 4,969.4 เฮกตาร์ ครอบคลุม 10 ประเทศ ดังนี้

การประเมินความหลากหลายทางชีวภาพประกอบด้วย 4 ระยะ ดังนี้:
ระยะที่ 1: การคัดกรองความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เป็นการจัดระดับความเสี่ยงให้กับแต่ละสถานที่ปฏิบัติการที่ตั้งอยู่ ภายในหรือใกล้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ และ/หรือพื้นที่ที่มีความ สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสากล โดยพิจารณา จากระยะห่างของพื้นที่ปฏิบัติการแต่ละแห่งจากพื้นที่ที่อ้างอิง ภายในรัศมี 10 กิโลเมตร โดยใช้การประเมินผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อคัดกรองชนิดพันธุ์ที่อาจเผชิญความเสี่ยงสูงจากผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้น
ระยะที่ 2: การประเมินที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญ (Critical Habitat Assessment: CHA)
การประเมินนี้มีเป้าหมายเพื่อระบุพื้นที่ที่มี คุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งสนับสนุนความมุ่งมั่น ของไทยเบฟในการบรรลุผลกระทบเชิงบวกสุทธิด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพ โดยมีการทบทวนข้อมูลเอกสารจากสถานที่ปฏิบัติการต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกับบริบททางนิเวศวิทยาและลักษณะสำคัญของ พื้นที่ที่ถูกประเมิน ในการระบุว่าพื้นที่นั้นอาจเข้าข่ายวิกฤต ด้านคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ การประเมิน CHA ยังครอบคลุมถึงการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านชนิดพันธุ์เพื่อพิจารณา ว่าชนิดพันธุ์ที่ถูกระบุในระยะที่ 1 ว่ามีโอกาสพบได้ปรากฏอยู่จริง ในพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้ยังได้พิจารณาข้อมูลเบื้องต้นเพิ่มเติม เกี่ยวกับการดำเนินงานในสถานที่และร่องรอยด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพที่อาจเกิดขึ้น
ระยะที่ 3: การประเมินผลกระทบความหลากหลายทางชีวภาพที่หลงเหลือ
ระยะนี้เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบที่คงเหลือ หลักในสถานปฏิบัติการที่ถูกพิจารณาว่ามีศักยภาพสูงในการ ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ กับถิ่นที่อยู่อาศัยที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สำคัญต่อการอนุรักษ์ และ/หรืออยู่ในบริเวณที่เป็นถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์ที่มีสถานะ การอนุรักษ์พิเศษ (ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ใกล้สูญพันธุ์ หรือมีความ เปราะบาง) ข้อมูลจากสถานปฏิบัติการถูกนำมาใช้ในการประเมิน ผลกระทบ และจัดประเภทตามความอ่อนไหวของชนิดพันธุ์ที่ได้รับ ผลกระทบ (Receptor Sensitivity) และขนาดของผลกระทบ (Impact Magnitude) จากนั้นนำปัจจัยทั้งสองมาประเมิน ระดับความสำคัญของผลกระทบ (Impact Significance)
ระยะที่ 4: แผนบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management Plan: BMP)
แผนบริหารจัดการ ความหลากหลายทางชีวภาพ (BMP) ของไทยเบฟ มีเป้าหมาย ในการดำเนินกลยุทธ์ด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมความ หลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ พื้นที่ปฏิบัติการ 2 แห่ง คือ โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่ และโรงงานสุราเฟื่ องฟู อนันต์ จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ปฏิบัติการ 4 แห่ง ที่มีผลกระทบ ระดับปานกลาง ได้แก่ โรงงานหลักชัยค้าสุรา จังหวัดราชบุรี โรงงาน โออิชิเทรดดิ้ง (วังม่วง) จังหวัดสระบุรี โรงงานเสริมสุข จังหวัด นครสวรรค์ และโรงงานเอส เอส การสุรา จังหวัดอุบลราชธานี แผน BMP จัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่าง ยั่งยืน และสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของไทยเบฟ ในด้านการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

วัตถุประสงค์หลักของแผนบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ มีดังนี้
  • ปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อระบุโอกาสที่เหมาะสมที่สุด ในการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ใกล้เคียง สถานปฏิบัติการของบริษัท
  • กำหนดมาตรการลดผลกระทบ การติดตามผล และแผนการ บริหารจัดการที่เหมาะสมเพื่อบรรลุเป้าหมายผลกระทบเชิงบวก สุทธิ (NPI) และไม่มีการสูญเสียสุทธิ (NNL)

กิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาท้องถิ่น
โรงงานสุราเฟื่ องฟูอนันต์ จังหวัดปราจีนบุรี
เข้าร่วมกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาท้องถิ่น กับสำนักงานประมงจังหวัด โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประชากรปลาในแหล่งน้ำท้องถิ่น และสร้าง ความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ อย่างยั่งยืน ชนิดพันธุ์ปลาที่ปล่อย ได้แก่ ปลาตะโกก และปลาตะเพียน
โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่
ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน จัดกิจกรรม “ปล่อยปลา เนื่องในวันวิสาขบูชา” โดยได้รับพันธุ์ปลาจากสำนักงานประมง จังหวัด เพื่อนำไปปล่อยเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ปลาท้องถิ่น รวมถึงเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ชนิดพันธุ์ปลาที่ปล่อย ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลาสร้อยขาว และปลานิล รวมทั้งสิ้น 10,000 ตัว นอกจากนี้ ยังจัดแสดงป้ายไวนิล เพื่อให้ คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปล่อยปลาที่ถูกต้อง และสร้างความ ตระหนักรู้แก่ชุมชนเกี่ยวกับ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน “ชนิดพันธุ์ ต่างถิ่นที่รุกราน” และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ อำเภอเชียงดาว และโครงการป่าชุมชน ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
ThaiBev is collaborating with the Mae Fah Luang ไทยเบฟร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในการบริหารจัดการและ คุ้มครองพื้นที่ป่าชุมชนจำนวน 90,000 ไร่ (ประมาณ 14,400 เฮกตาร์) ครอบคลุม 11 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยมีเป้าหมาย ในการพัฒนาหลักปฏิบัติด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับ การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พื้นที่ป่าชุมชนเหล่านี้ครอบคลุมระบบ นิเวศที่หลากหลายทั่วประเทศ สะท้อนลักษณะทางนิเวศที่แตกต่างกัน ของแต่ละพื้นที่ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงป่าประเภทเดียว แต่รวมถึง ลักษณะทางนิเวศที่หลากหลายตามภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม เฉพาะของแต่ละพื้นที่

ไทยเบฟสนับสนุนโครงการ Chiangdao Ping Watch 2025 – เยาวชนนักสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพลำน้ำปิง จัดโดย ทุ่งน้ำนูนีนอย มะขามป้อม GUPS และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งเสริมเยาวชนในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เรียนรู้การสำรวจและเก็บข้อมูลความหลากหลาย ทางชีวภาพของแม่น้ำปิง กิจกรรมประกอบด้วย การบันทึกข้อมูล ภูมิปัญญาท้องถิ่น การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ โดยชุมชน การจัดอบรม “นักสืบสายน้ำ” สำหรับเยาวชนจำนวน 30 คน การใช้แอปพลิเคชัน iNaturalist เพื่อระบุชนิดพันธุ์ การจัดเวิร์กชอป Nature-based Design โดยสถาปนิกและ นักนิเวศวิทยา ข้อมูลที่รวบรวมได้จะนำไปจัดแสดงในนิทรรศการ และเวทีเสวนา เพื่อพัฒนาแนวทางในการอนุรักษ์และฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพของลำน้ำปิงอย่างยั่งยืน

โครงการการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ป่าผ่านชุมชน และเยาวชน ร่วมกับ มูลนิธิผืนป่าในใจเรา
โครงการปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว
ไทยเบฟร่วมกับมูลนิธิผืนป่าในใจเรา สำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ พร้อมด้วยภาคีจากภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และเครือข่ายเยาวชน เดินหน้าขับเคลื่อนพันธกิจ “เพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้ผืนแผ่นดินไทย” อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ได้มีการปลูกต้นไม้กว่า 88,500 ต้น ในพื้นที่ป่าชุมชน 84 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ของป่า และปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปพร้อมกับ ผู้คนในแต่ละชุมชน
โครงการ “เยาวชนเจ้าบ้าน ผืนป่าในใจเรา” จุดประกายผู้นำรุ่นใหม่ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ไทยเบฟได้สนับสนุนมูลนิธิผืนป่าในใจเราในการดำเนินโครงการ “เยาวชนเจ้าบ้าน ผืนป่าในใจเรา” ซึ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมด้วย การลงมือปฏิบัติจริง กิจกรรมประกอบด้วย การสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดินและฟื้นฟูระบบนิเวศ การทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันไฟป่า และการอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุมชนและเขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่า กิจกรรมเหล่านี้จัดขึ้นในพื้นที่สงวนชีวมณฑลที่ได้รับการ ยกย่องจากยูเนสโก2 แห่ง ได้แก่ ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และป่าสักห้วยทาก จังหวัดลำปาง ปัจจุบันโครงการมีเครือข่าย เยาวชนทั่วประเทศมากกว่า 2,600 คน ซึ่งไม่เพียงจะช่วยพัฒนา เยาวชนให้มีความรู้และความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้พิทักษ์คุณค่าของ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และผืนป่าท้องถิ่นของตนเอง ช่วยขับเคลื่อน ประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากโครงการเหล่านี้ ไทยเบฟยังคงให้การสนับสนุนมูลนิธิ ผืนป่าในใจเราในการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์พื้นที่สงวนชีวมณฑลของ ประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่สงวนชีวมณฑลทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่สงวน ชีวมณฑลป่าสักห้วยทาก จังหวัดลำปาง พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง จังหวัดระนอง และพื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา-คอกม้าและพื้นที่สงวน ชีวมณฑลดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่เหล่านี้มีการดูแลและ อนุรักษ์โดยหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องและอนุรักษ์ระบบนิเวศธรรมชาติ ในแต่ละพื้นที่

โครงการเพิ่มเติม
โครงการอนุรักษ์เหยี่ยวพื้นเมือง Kārearea ที่ใกล้สูญพันธุ์ ประเทศนิวซีแลนด์
โรงงานสุรา Cardrona ในเครือไทยเบฟ ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์ เหยี่ยว Kārearea ซึ่งเป็นเหยี่ยวพื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์ของ นิวซีแลนด์ โดยนำรายได้ร้อยละ 50 จากการจำหน่าย Cardrona Cask Port Barrel มอบให้ชุมชนด้านการอนุรักษ์ เพื่อสนับสนุน โครงการปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัย ติดตามและอนุรักษ์ประชากรเหยี่ยว พื้นเมือง ในฤดูผสมพันธุ์ปี 2567 มีการติดเครื่องหมายเฉพาะตัว บนเหยี่ยว Kārearea จำนวน 27 ตัว ด้วยแหวนโลหะสีที่ขา โดยแบ่งเป็น เหยี่ยวตัวโตเต็มวัย 14 ตัว และลูกนก 13 ตัว การสำรวจครอบคลุม พื้นที่กว่า 52,000 เฮกตาร์ พบว่ามีประมาณ 25 คู่ที่วางไข่ หรือเฉลี่ย หนึ่งคู่ต่อ 2,080 เฮกตาร์ อย่างไรก็ตาม จำนวนจริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ภายในเขตสำรวจ และ เนื่องจากช่วงห้าปีแรกของโครงการมุ่งเน้นการจัดทำข้อมูล พื้นฐานอย่างครบถ้วน จึงยังไม่สามารถสรุปแนวโน้มประชากรได้ การประเมินในอนาคตคาดว่าจะให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับ การฟื้นฟูประชากรเหยี่ยว และแสดงถึงผลกระทบระยะยาวของ โครงการต่อการอนุรักษ์อย่างแท้จริง
โครงการฟื้นฟูประชากรปลาและอนุรักษ์ระบบนิเวศแม่น้ำ สเปย์ สกอตแลนด์
โรงงานสุรา Inver House ในเครือไทยเบฟ ร่วมกับมูลนิธิ Spey องค์กรการกุศลของสกอตแลนด์ ก่อสร้างบันไดปลาที่ Mackalea Burn และ Granty Burn เพื่อสนับสนุนการอพยพ ตามธรรมชาติของปลา เพิ่มโอกาสในการวางไข่ของปลาแซลมอน และปลาเทราต์ และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความหลากหลาย ทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศแม่น้ำสเปย์โดยรวม
ก้าวสู่อนาคต
ในปี 2569 ไทยเบฟมีแผนที่จะขยายการดำเนินงานด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพให้ครอบคลุมสถานปฏิบัติการ ที่มีความเสี่ยง โดยการพัฒนา แผนบริหารจัดการความ หลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management Plan: BMP) ให้เป็นมาตรฐานสำหรับทั้งองค์กร แผนดังกล่าว จะประกอบด้วยกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนสำหรับ กลยุทธ์การชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพ มาตรการ บรรเทาผลกระทบ และกระบวนการติดตามอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมุ่งเน้น ประเด็นสำคัญ เช่น การจัดการน้ำเสีย การจัดการของเสีย มลพิษทางอากาศ และมลพิษทางเสียง นอกจากนี้ ไทยเบฟ ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการส่งเสริม เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับ คนรุ่นต่อไป

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
ในรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2568