ไทยเบฟได้เริ่มการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ
ในทุกสถานที่ผลิต เพื่อให้มั่นใจว่ามีความเข้าใจและบริหารจัดการ
ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ
อย่างเหมาะสมในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการ
ประเมินให้ครอบคลุมการประเมินที่อยู่อาศัยที่สำคัญ (Critical
Habitat Assessment: CHA) ในพื้นที่ปฏิบัติการและพื้นที่โดยรอบ
ครอบคลุมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ การประเมินดังกล่าวดำเนินการ
ตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ 6 ของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ
(International Finance Corporation: IFC Performance
Standard 6, 2012) ว่าด้วยการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีชีวิตอย่างยั่งยืน (IFC, 2012)
โดยได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและผ่านการทบทวนอย่างรอบด้าน
เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดจากการพัฒนาพื้นที่ และ
การดำเนินการผลิตต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ
การประเมินครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 84 แห่ง ประกอบด้วย
พื้นที่ปฏิบัติการ 75 แห่ง และสถานประกอบการอื่น ๆ 9 แห่ง
รวมเนื้อที่ 4,969.4 เฮกตาร์ ครอบคลุม 10 ประเทศ ดังนี้

การประเมินความหลากหลายทางชีวภาพประกอบด้วย 4 ระยะ ดังนี้:
ระยะที่ 1: การคัดกรองความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เป็นการจัดระดับความเสี่ยงให้กับแต่ละสถานที่ปฏิบัติการที่ตั้งอยู่
ภายในหรือใกล้พื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ และ/หรือพื้นที่ที่มีความ
สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสากล โดยพิจารณา
จากระยะห่างของพื้นที่ปฏิบัติการแต่ละแห่งจากพื้นที่ที่อ้างอิง
ภายในรัศมี 10 กิโลเมตร โดยใช้การประเมินผ่านระบบคอมพิวเตอร์
เพื่อคัดกรองชนิดพันธุ์ที่อาจเผชิญความเสี่ยงสูงจากผลกระทบ
ที่อาจเกิดขึ้น
ระยะที่ 2: การประเมินที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญ (Critical Habitat
Assessment: CHA)
การประเมินนี้มีเป้าหมายเพื่อระบุพื้นที่ที่มี
คุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งสนับสนุนความมุ่งมั่น
ของไทยเบฟในการบรรลุผลกระทบเชิงบวกสุทธิด้านความหลากหลาย
ทางชีวภาพ โดยมีการทบทวนข้อมูลเอกสารจากสถานที่ปฏิบัติการต่างๆ
เพื่อทำความเข้าใจกับบริบททางนิเวศวิทยาและลักษณะสำคัญของ
พื้นที่ที่ถูกประเมิน ในการระบุว่าพื้นที่นั้นอาจเข้าข่ายวิกฤต
ด้านคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ การประเมิน CHA
ยังครอบคลุมถึงการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านชนิดพันธุ์เพื่อพิจารณา
ว่าชนิดพันธุ์ที่ถูกระบุในระยะที่ 1 ว่ามีโอกาสพบได้ปรากฏอยู่จริง
ในพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้ยังได้พิจารณาข้อมูลเบื้องต้นเพิ่มเติม
เกี่ยวกับการดำเนินงานในสถานที่และร่องรอยด้านความหลากหลาย
ทางชีวภาพที่อาจเกิดขึ้น
ระยะที่ 3: การประเมินผลกระทบความหลากหลายทางชีวภาพที่หลงเหลือ
ระยะนี้เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบที่คงเหลือ
หลักในสถานปฏิบัติการที่ถูกพิจารณาว่ามีศักยภาพสูงในการ
ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้
กับถิ่นที่อยู่อาศัยที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สำคัญต่อการอนุรักษ์
และ/หรืออยู่ในบริเวณที่เป็นถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์ที่มีสถานะ
การอนุรักษ์พิเศษ (ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ใกล้สูญพันธุ์ หรือมีความ
เปราะบาง) ข้อมูลจากสถานปฏิบัติการถูกนำมาใช้ในการประเมิน
ผลกระทบ และจัดประเภทตามความอ่อนไหวของชนิดพันธุ์ที่ได้รับ
ผลกระทบ (Receptor Sensitivity) และขนาดของผลกระทบ
(Impact Magnitude) จากนั้นนำปัจจัยทั้งสองมาประเมิน
ระดับความสำคัญของผลกระทบ (Impact Significance)
ระยะที่ 4: แผนบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management Plan: BMP)
แผนบริหารจัดการ ความหลากหลายทางชีวภาพ (BMP) ของไทยเบฟ มีเป้าหมาย
ในการดำเนินกลยุทธ์ด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมความ
หลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อความหลากหลาย
ทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ พื้นที่ปฏิบัติการ 2 แห่ง
คือ โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่ และโรงงานสุราเฟื่ องฟู
อนันต์ จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ปฏิบัติการ 4 แห่ง ที่มีผลกระทบ
ระดับปานกลาง ได้แก่ โรงงานหลักชัยค้าสุรา จังหวัดราชบุรี โรงงาน
โออิชิเทรดดิ้ง (วังม่วง) จังหวัดสระบุรี โรงงานเสริมสุข จังหวัด
นครสวรรค์ และโรงงานเอส เอส การสุรา จังหวัดอุบลราชธานี
แผน BMP จัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่าง
ยั่งยืน และสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของไทยเบฟ
ในด้านการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
วัตถุประสงค์หลักของแผนบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ มีดังนี้
- ปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อระบุโอกาสที่เหมาะสมที่สุด
ในการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ใกล้เคียง
สถานปฏิบัติการของบริษัท
- กำหนดมาตรการลดผลกระทบ การติดตามผล และแผนการ
บริหารจัดการที่เหมาะสมเพื่อบรรลุเป้าหมายผลกระทบเชิงบวก
สุทธิ (NPI) และไม่มีการสูญเสียสุทธิ (NNL)