แนวทางการบริหารจัดการ
1. การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
ไทยเบฟดำเนินงานภายใต้ระบบการจัดการคุณภาพที่ได้รับ
การยอมรับในระดับสากล เช่น ISO 22000, NSF, GHPs, HACCP
และ FSSC 22000 เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ออกสู่ตลาด
มีความปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้ อน และมีคุณภาพสูง
อย่างสม่ำาเสมอ บริษัทดำเนินการตรวจสอบวัตถุดิบจากคู่ค้า
อย่างเข้มงวด รวมถึงตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ
ในทุกชุดการผลิตก่อนกระจายสินค้า เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน
ด้านความปลอดภัยและคุณภาพอย่างครบถ้วน
2. การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ
ก่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ไทยเบฟจะดำเนินการตามกระบวนการ
กำกับดูแลที่เรียกว่า “ระบบ R&D Stage Gate” กระบวนการนี้
กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์ที่ปรับสูตรใหม่ต้องได้รับ
การอนุมัติจากผู้บริหาร เพื่อให้มั่นใจว่าคุณค่าทางโภชนาการ
และคุณภาพของผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับความคาดหวังของ
ผู้บริโภค และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของไทยเบฟ
กระบวนการนี้ มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- 1. ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภค:
ทุกการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอน
(Gate) ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงลึกจาก
ผู้บริโภคจริง ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
และการสร้างมูลค่าอย่างชัดเจน
- 2. มีโครงสร้างและความชัดเจน:
กระบวนการ Stage Gate ต้องถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน โดยมีผู้รับผิดชอบในแต่ละ Gate
ที่มีอำนาจตัดสินใจ เจ้าของแต่ละขั้นตอนที่มีตัวชี้วัด (KPI)
ชัดเจน รวมถึงกำหนดระยะเวลาและความรับผิดชอบที่แน่นอน
ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านนวัตกรรมและเร่งความเร็ว
ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด
- 3. มุ่งเน้นผลกระทบ:
The system helps ThaiBev optimize innovation processes, minimize risks, improve
ระบบนี้ช่วยให้ไทยเบฟสามารถเพิ่ม
ประสิทธิภาพกระบวนการนวัตกรรม ลดความเสี่ยง
และยกระดับผลลัพธ์ด้านนวัตกรรม รวมถึงเสริมสร้าง
ประสิทธิภาพขององค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อ
ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ
โดยมีโครงการริเริ่มสำคัญดังนี้:
- ลดปริมาณน้ำตาลในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม
- พัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ พร้อมเสริมวิตามิน
และแร่ธาตุที่จำเป็นเพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
- พัฒนาเครื่องดื่มจากพืช (Plant-based) เพื่อส่งเสริมการบริโภค
ที่ยั่งยืนและดีต่อสุขภาพ
3. ความโปร่งใสในการให้ข้อมูลโภชนาการ
ไทยเบฟยึดมั่นในความโปร่งใสและความชัดเจนในการสื่อสาร
ข้อมูลโภชนาการบนฉลากผลิตภัณฑ์ โดยแสดงพลังงานต่อ
หนึ่งหน่วยบริโภค ส่วนผสม และข้อมูลโภชนาการรายวัน
ตามคำแนะนำ นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ฉลากด้านหน้าบรรจุภัณฑ์
(Front-of-Pack Labeling) ที่ระบุข้อมูลสำคัญอย่างชัดเจน ได้แก่:
- พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
- ร้อยละของปริมาณแนะนำต่อวัน
- ข้อมูลทางโภชนาการที่สำคัญ เช่น พลังงาน น้ำตาล และโซเดียม
แนวทางนี้ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกบริโภคอาหาร และเครื่องดื่มได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน สอดคล้องกับความต้องการ ด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล
4. การใช้ระบบการประเมินคุณค่าทางโภชนาการ
ไทยเบฟใช้สัญลักษณ์ “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” (Healthier Choice)
เป็นเกณฑ์มาตรฐานหลักในการประเมินคุณค่าทางโภชนาการ
ของผลิตภัณฑ์ ร่วมกับมาตรฐานโภชนาการท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
การดำเนินการนี้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์บริโภคเกี่ยวกับการลงทะเบียนและใช้สัญลักษณ์
“ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” ผลิตภัณฑ์ที่เข้าเกณฑ์จะต้องผ่าน
กระบวนการลงทะเบียนกับมูลนิธิโภชนาการ: สถาบันโภชนาการ
ก่อนที่จะสามารถนำสัญลักษณ์มาใช้บนฉลากผลิตภัณฑ์ได้
5. การรับฟังเสียงผู้บริโภคและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ไทยเบฟมุ่งมั่นรับฟังเสียงของผู้บริโภคอย่างจริงจัง และพัฒนา
ผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความพึงพอใจ
ของลูกค้าและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ไทยเบฟ
จัดให้มีช่องทางการสื่อสารหลากหลายเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถ
ส่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะได้ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการลูกค้า
เว็บไซต์ทางการ หรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ข้อเสนอแนะ
ทั้งหมดจะถูกวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและนำไปบูรณาการเข้ากับ
กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภค
เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม การยกระดับคุณภาพ และการสร้าง
ความพึงพอใจ