การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ 2568
หน้าแรก / ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม
การจัดการบรรจุภัณฑ์
บรรจุภัณฑ์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การกำหนดให้เป็นนโยบายและตอบโจทย์ความพึงพอใจของผู้บริโภค รวมถึงส่งเสริมการดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไทยเบฟได้นำหลัก ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ตลอดห่วงโซ่คุณค่าและพัฒนาระบบเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างโอกาสในการนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับมาใช้ซ้ำและ นำกลับมารีไซเคิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรจุภัณฑ์หลัก เช่น แก้ว กระดาษ อะลูมิเนียม และพลาสติก PET สำหรับขวดแก้ว นอกจากการเก็บกลับและนำมา คัดแยกแล้ว วัสดุจะต้องผ่านกระบวนการบดเป็นเศษแก้วตามข้อกำหนดของ โรงงานผลิตขวดแก้ว โดยมีบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (Thai Beverage Recycle หรือ TBR) เป็นบริษัทในกลุ่มไทยเบฟ ทำหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บกลับ บรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค

ไทยเบฟประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ อย่างต่อเนื่องตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการจัดการ บรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการ ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไทยเบฟจึงร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่ คู่ค้าทางตรง (Tier 1) คู่ค้าทางอ้อม (Non-tier 1) ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้บริโภค เพื่อเสริมสร้าง ความรับผิดชอบร่วมกันตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นขององค์กร ไทยเบฟได้กำหนดเป้าหมาย ที่มีแผนงานและกรอบระยะเวลาชัดเจนในการลดปริมาณและน้ำหนัก ของวัสดุบรรจุภัณฑ์ ไทยเบฟริเริ่มโครงการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการใช้ บรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำและนำกลับมารีไซเคิลได้ พร้อมงดเว้น การใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้แล้วทิ้ง เพิ่มการนำวัสดุรีไซเคิล มาใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าบรรจุภัณฑ์ที่สามารถ นำไปรีไซเคิลได้ถูกนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ไทยเบฟยังจัดตั้งหน่วยงานเพื่อการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนและเลือกใช้วัสดุทดแทน ที่สามารถตอบโจทย์ด้านการใช้งาน คุณภาพ และการดูแล สิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
แนวทางการบริหารจัดการ
ไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้น ไทยเบฟได้บูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการจัดการ บรรจุภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่านับตั้งแต่การออกแบบไปจนถึง การจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไทยเบฟได้ดำเนินการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน ดังนี
  • การลดน้ำหนักและใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ
    ไทยเบฟทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อออกแบบและพัฒนา บรรจุภัณฑ์ที่ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง โดยยังคง คุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งาน การดำเนินธุรกิจของไทยเบฟ ในประเทศไทย ไทยเบฟประสบความสำเร็จในการลดความหนา ของกระป๋องอะลูมิเนียม ลดปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต กระป๋องอะลูมิเนียมลง 2,640 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2563 และภายใน ปี 2573 ไทยเบฟตั้งเป้าที่จะลดปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต กระป๋องอะลูมิเนียมลง 2,700 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2563 นอกจากนี้ ไทยเบฟยังมีโครงการสำหรับบรรจุภัณฑ์อื่น ๆ ได้แก่ การลดน้ำหนัก ขวดพลาสติก PET การลดความหนาของฟิล์มพลาสติก LDPE การใช้ขวดแก้วน้ำหนักเบา (NNPB) และการออกแบบไส้กล่องให้เป็น ชิ้นเดียวที่สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษและประกอบง่ายขึ้น
  • การเก็บกลับและการคัดแยกบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค
    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (TBR) รับผิดชอบในการเก็บกลับ บรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคของไทยเบฟจากคู่ค้าและพันธมิตรทาง ธุรกิจทั่วประเทศไทย และร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อสนับสนุน การบริหารจัดการขยะและการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ประโยชน์ โดยองค์กรเหล่านี้ประกอบด้วยโรงเรียน มหาวิทยาลัย และอาคาร สำนักงาน TBR ดำเนินการคัดแยกบรรจุภัณฑ์หลัก ได้แก่ ขวดแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม ขวดพลาสติก PET และกล่องกระดาษลูกฟูก เพื่อให้มั่นใจว่าการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การใช้ซ้ำและการนำกลับมารีไซเคิล
    TBR ร่วมมือกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า นับตั้งแต่ซาเล้ง ไปจนถึงโรงงานรีไซเคิล เพื่อสร้างระบบการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ หลังการบริโภค นอกจากนี้ ไทยเบฟ และ SABECO ยังใช้ระบบ บรรจุภัณฑ์หมุนเวียนที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อส่งเสริมการนำ บรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ การลดปริมาณขยะ และการใช้ทรัพยากร ให้คุ้มค่ามากขึ้น
  • นวัตกรรมและการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการจัดการ บรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน
    ไทยเบฟก่อตั้งบริษัท เบฟเทค จำกัด (BevTech) ขึ้นในปี 2561 เพื่อเป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทางเลือกเพื่อ ความยั่งยืน นอกจากนี้ BevTech ยังทำการวิจัยในเรื่องเครื่องจักร และหุ่นยนต์เพื่ออำนวยความสะดวกในโรงงานผลิตของไทยเบฟ โดยการนำเทคโนโลยีคัดแยกขวดด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อแยกขวดที่มีสภาพดีออกจากขวดที่ชำรุด ขณะเดียวกัน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์หลังการ บริโภคให้ดียิ่งขึ้น ไทยเบฟได้ริเริ่มโครงการ Loyalty Program เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คู่ค้า โดยพัฒนาต่อยอดจากระบบสะสมคะแนน ที่ใช้กับตัวแทนขายมาปรับใช้ โครงการนี้ช่วยให้สามารถระบุพื้นที่ ที่มีอัตราการเก็บกลับขวดแก้วต่ำเมื่อเทียบกับยอดขาย และขยาย เครือข่ายของคู่ค้าในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ช่วยเพิ่มอัตราการเก็บกลับ ขวดและลดต้นทุนในกระบวนการผลิต
  • ผสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    ไทยเบฟขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียนโดยผสาน ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์ และการรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) ภายใต้สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย (FTI) โดยไทยเบฟมีบทบาทในการร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการจัดการบรรจุภัณฑ์ หมุนเวียนของประเทศไทย ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาหลักการ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการรีไซเคิลในระดับประเทศ นอกจากนี้ ไทยเบฟร่วมกับ เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) ยังขยาย ความร่วมมือกับคู่ค้าและพันธมิตรในกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อบูรณาการ มาตรฐานด้านความยั่งยืนและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในระดับผู้บริโภค ไทยเบฟได้ริเริ่มโครงการ เก็บกลับ-รีไซเคิล (Bring Back–Recycle) ซึ่งมีบทบาทในการ ส่งเสริมความเข้าใจและการมีส่วนร่วมในการนำบบรรจุภัณฑ์หลัง การบริโภคกลับมาใช้ประโยชน์ โดยเปลี่ยนการจัดการของเสียให้ เป็นการสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนชุมชนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน
ห่วงโซ่คุณค่าการจัดการบรรจุภัณฑ์ของไทยเบฟ
เป้าหมาย

โครงการสำคัญ

การออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

ไทยเบฟได้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนใน หลากหลายรูปแบบเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริม หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท สำหรับ บรรจุภัณฑ์แก้ว ไทยเบฟริเริ่มโครงการเปลี่ยนขวดให้เป็นขวดแก้ว น้ำหนักเบาที่ผลิตด้วยกระบวนการ Narrow Neck Press & Blow (NNPB) นอกจากช่วยลดปริมาณวัสดุที่ใช้แล้ว ยังรักษาคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ภายในได้เป็นอย่างดี ในส่วนของ บรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียม ไทยเบฟได้ลดความหนาของกระป๋อง และฝาอะลูมิเนียมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำกลับมาใช้ใหม่ และลดการใช้วัสดุ และยังได้พัฒนาขวดอะลูมิเนียมที่สามารถ รีไซเคิลได้พร้อมฝาเกลียวที่มีสัดส่วนจากวัสดุรีไซเคิลประมาณร้อยละ 80 มาใช้กับผลิตภัณฑ์ “เบียร์ช้าง อันพาสเจอไรซ์” สำหรับบรรจุภัณฑ์กระดาษ ไทยเบฟปรับปรุงการออกแบบกล่อง กระดาษลูกฟูกและไส้กล่อง โดยออกแบบให้สามารถใช้ซ้ำได้เลือกใช้กระดาษลูกฟูกกับกลุ่มผลิตภัณฑ์บางรายการทดแทนการใช้ไม้อัดเมโซไนต์ (Masonite) และลดความหนาและขนาดของกระดาษเพื่อลดปริมาณของเสียที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก ไทยเบฟนำขวดที่ผลิตจากพลาสติกฝาขวดพลาสติกแบบยึดติด (Tethered caps) สำหรับชาเขียว โออิชิและน้ำดื่มคริสตัล รวมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดเดี่ยว (mono-layer packaging) สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารญี่ปุ่น สำเร็จรูปพร้อมทาน (Oishi Eato) โดยภาพรวม โครงการและ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟ ในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หมุนเวียน และการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของไทยเบฟ

การประเมินความสามารถในการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ของไทยเบฟ

ในปี 2568 ไทยเบฟได้ดำเนินการประเมินความสามารถในการ รีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของไทยเบฟ เพื่อเสริมความพร้อมในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามข้อกำหนด ทางกฎหมายตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อกำหนดกลยุทธ์ และเป้าหมายขององค์กรในระยะยาว กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ของ ไทยเบฟเริ่มนำหลักการ EPR เข้ามาใช้ในการดำเนินงาน การประเมินนี้จึงเป็นรากฐานเพื่อใช้ในการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ ภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและสอดคล้องกับเป้าหมายของ องค์กรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
การประเมินใช้เกณฑ์ในการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ ทุกรูปแบบ ดังนี้

ระบบพื้นฐานในการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR)

มาตรฐานและกระบวนการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม

ความพร้อมของระบบพื้นฐานการรีไซเคิล

มูลค่าตลาดของวัสดุรีไซเคิล
จากการประเมินความสามารถในการรีไซเคิลของกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งหมดในไทยเบฟ ช่วยให้ไทยเบฟสามารถจัดอันดับความ สามารถในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์และระบุประเด็นที่ต้องให้ ความสำคัญ เช่น การปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสอด แทรกเกณฑ์ในการรีไซเคิลไว้ในกระบวนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การจัดสรรทรัพยากรเพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรม การออกแบบ เชิงหมุนเวียน และระบบเก็บกลับบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค แนวทางการประเมินดังกล่าวทำให้ไทยเบฟสามารถคาดการณ์และ ปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้อง กับบรรจุภัณฑ์ และก้าวไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้สำเร็จ

การจัดระดับความสามารถในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

ความสามารถ ในการรีไซเคิลตำา (Poor Recyclability):
จำเป็นต้องได้รับการ ปรับปรุงการออกแบบ และแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ความสามารถ ในการรีไซเคิลปานกลาง (Moderate Recyclability):
ต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นไป ตามมาตรฐานด้านการรีไซเคิล
ความสามารถ ในการรีไซเคิลดี (Excellent Recyclability):
เป็นไปตามหรือสูงกว่า มาตรฐานด้านการรีไซเคิล และสามารถนำไปเป็นต้นแบบ เพื่อใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ ที่ยั่งยืนในวงกว้าง

หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility หรือ EPR)
ไทยเบฟตระหนักถึงความสำคัญของหลักการขยายความรับผิดชอบ ของผู้ผลิต (EPR) เนื่องด้วยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน แนวปฏิบัติด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและส่งเสริมการบริหารจัดการ บรรจุภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า ภายใต้ แนวคิดที่ปลูกจิตสำนึกของผู้ผลิตให้มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค ไทยเบฟ ให้ความสำคัญกับหลักการ EPR ในฐานะแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริม การใช้บรรจุภัณฑ์หมุนเวียน เตรียมความพร้อมในการใช้เป็น ข้อบังคับ และสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ในทุกกลุ่มธุรกิจของไทยเบฟ

กลุ่มธุรกิจเบียร์ SABECO ในประเทศเวียดนามได้ปฏิบัติตาม หลักการ EPR โดยมอบหมายให้องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (PRO Vietnam) เป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวมและนำบรรจุภัณฑ์ หลังการบริโภคเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ในปี 2568 PRO Vietnam จัดการนำกระป๋องอะลูมิเนียมประมาณ 275 ตัน และกล่องกระดาษ ลูกฟูก 1,313 ตันเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล นอกจากนี้ SABECO ยังร่วมกับ Ngoc Diep ซึ่งเป็นองค์กรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน การรีไซเคิล ในการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์กระป๋องอะลูมิเนียมหลังการ บริโภคจำนวน 269 ตัน โดยโครงการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง ความมุ่งมั่นของ SABECO ในการปฏิบัติตามข้อกำหนด พร้อมไปสู่เป้าหมายการรีไซเคิลของประเทศเวียดนาม

ตั้งแต่ปี 2562 F&N ประเทศสิงคโปร์ ได้ร่วมมือกับสำนักงาน สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environment Agency หรือ NEA) ในการติดตั้งเครื่องรับคืนบรรจุภัณฑ์ (Reverse Vending Machine หรือ RVM) จำนวน 50 เครื่องทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวช่วย อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถนำขวดพลาสติกและกระป๋อง อะลูมิเนียมบางประเภทมาทิ้งเพื่อรีไซเคิลได้อย่างสะดวก เพื่อส่งเสริม การสร้างพฤติกรรมการรีไซเคิลอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภ

โรงงานสุรา Inver House ในประเทศสกอตแลนด์ ได้ดำเนิน โครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Packaging Solutions Project) ร่วมกับที่ปรึกษาภายนอก เพื่อยกระดับความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์และลดผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อมจากของเสียบรรจุภัณฑ์ โครงการดังกล่าวได้ประเมิน ต้นทุนและความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายภายใต้กรอบ EPR ของสหราชอาณาจักร พร้อมทั้งระบุโอกาสในการเพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้วัสดุ ความสามารถในการรีไซเคิล และการ ออกแบบแบบหมุนเวียน (Circular Design)

การดำเนินธุรกิจของไทยเบฟในประเทศไทยร่วมมือกับสถาบัน การจัดการบรรจุภัณฑ์และการรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ในการพัฒนาหลักการ EPR ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิดผู้ผลิตมีความรับผิดชอบต่อ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ตลอดวงจรชีวิต รวมถึงขั้นตอนหลังการบริโภค ภายใต้แนวคิด การปลูกจิตสำนึกของผู้ผลิตให้มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอด ทั้งวงจร รวมไปถึงขั้นตอนหลังการบริโภค ในปี 2568 TIPMSE ได้ระดมความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรมากกว่า 149 องค์กร เพื่อผลักดันการขับเคลื่อน EPR เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นวัตถุดิบ (EPR in Action) ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หลังการ บริโภคให้กลายเป็นวัตถุดิบมีค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โครงการดังกล่าวสามารถใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจเพื่อ ผลประโยชน์ทางภาษี เครื่องมือทางการตลาด และแนวคิดการ ออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycle หรือ D4R) รวมถึง การใช้วัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled หรือ PCR) มาใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือ ดังกล่าวได้ถูกนำเสนอผ่านการประกาศเจตจำนงร่วมกันในงาน Sustainability Expo (SX2025) ซึ่งสะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในการผลักดันการดำเนินงานด้าน EPR อย่างเป็นรูปธรรม

งานประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ “การผลักดัน ความรับผิดชอบของผู้ผลิตและการปรับตัวต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สู่การจัดการบรรจุภัณฑ์ อย่างยั่งยืน สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero 2050”

ไทยเบฟเข้าร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งสำคัญกับ 16 องค์กร ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร (NGOs) และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการ บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มอย่างยั่งยืน ความร่วมมือนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษา พัฒนา และดำเนินการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่าง ครบวงจรภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมทั้งสนับสนุน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานจาก ภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้ได้นำหลักการส่งเสริมระบบรีไซเคิล วงจรปิด (Aluminum Loop Model) มาใช้เป็นต้นแบบในการ รีไซเคิลเพื่อความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ พร้อมพัฒนา ฐานข้อมูลและระบบบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียมในภาค อุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับมาตรการปรับราคาคาร์บอน ก่อนข้ามพรมแดนของประเทศไทย (TH-CBAM) และสนับสนุน การบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ของประเทศ ภายในปี 2593

โครงการเก็บกลับ-รีไซเคิล

โครงการเก็บกลับ-รีไซเคิลในประเทศไทย (Bring Back-Recycle) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (TBR) มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค อย่างมีความรับผิดชอบในกลุ่มผู้บริโภค ปัจจุบันโครงการได้ขยาย การดำเนินงานไปยังอาคารสำนักงาน 37 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โครงการได้ร่วมมือกับพันธมิตร หลากหลายภาคส่วนในการจัดกิจกรรมคัดแยกบรรจุภัณฑ์หลากหลาย รูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการของเสียและ การนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับมาใช้ประโยชน์ในงานกิจกรรม ต่าง ๆ อาทิ การแข่งขันรถ MotoGP การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วย พระราชทานคิงส์คัพ บุรีรัมย์ มาราธอน กิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “We Can Run Fund for Legs” งานเทศกาลสงกรานต์ UD Town Songkran Festival งาน Olympic Day Suphanburi 2025 กิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025” (Run for Mom 2025) กิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลของ กล้วยน้ำไทมูลนิธิ (KNT RUN) งาน MedMusic in the Park เทศกาล กรุงเทพ ดีต่อใจ และ งาน Sustainability Expo 2025

ปี 2568 TBR เข้าร่วมกับกลุ่มผู้สนับสนุนในงานแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก (FIVB Women’s World Championship 2025) ซึ่งมีแนวคิดการจัดการภายใต้หลักการ การเป็นผู้จัดหัวใจสีเขียว (Green Heart Event Criteria หรือ GHEC) โครงการดังกล่าวได้ติดตั้งจุดคัดแยกขยะในสถานที่ จัดการแข่งขันทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต โดยสามารถเก็บกลับวัสดุรีไซเคิลรวม ทั้งสิ้น 1,174 กิโลกรัม เป็นมูลค่าสมทบทุนให้กับมูลนิธิขาเทียมใน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นจำนวน 22,883.9 บาท


โครงการได้ดำเนินงานร่วมมือกับ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ภายใต้ โครงการ METRO MALL GO GREEN เพื่อสนับสนุนการปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตไปสู่เป้าหมายลดขยะให้เป็นศูนย์ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ สถานีรถไฟฟ้า MRT จำนวน 6 สถานี ได้แก่ สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานีสุขุมวิท สถานีเพชรบุรี สถานีพระราม 9 สถานีพหลโยธิน และสถานีสวนจตุจักร


TBR ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน ที่ชุมชนแฟลตตำรวจส่วนกลางเฉลิมลาภ กรุงเทพมหานคร สู่เป้าหมายสู่ชุมชนต้นแบบลดขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ ร่วมกับ บริษัท ซัสเทนอะบิลิตี้ เอ็กซ์โป จำกัด (SX) และคณะกรรมการ ชุมชนแฟลตตำรวจกลาง (เฉลิมลาภ) โครงการดังกล่าว มุ่งเสริมสร้างระบบการจัดการขยะภายในชุมชนให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด โดยในปีต่อไป TBR จะส่งเสริมและร่วมกันผลักดันการมีส่วนร่วม ของผู้พักอาศัย รวมถึงขยายการคัดแยกขยะประเภทอื่นเพิ่มเติม เพื่อสร้างรายได้หรือมีระบบการจัดการที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วย ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด และสอดคล้องกับเป้าหมาย การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร


TBR เปิดตัวกิจกรรม ขายได้ตังค์ บริจาคได้บุญ เพื่อส่งเสริม การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพในงานกิจกรรม ขนาดใหญ่ โดยใช้รถพลังงานไฟฟ้าในการเก็บกลับวัสดุรีไซเคิล จากจุดคัดแยกขยะและบูธจำหน่ายสินค้า ทั้งนี้ผู้ร่วมกิจกรรม สามารถเลือกรับคืนเป็นรายได้จากการขายวัสดุรีไซเคิล หรือเลือกสมทบทุนให้กับหน่วยงานหรือมูลนิธิฯ

นอกจากนั้น โครงการเก็บกลับ-รีไซเคิล ได้ร่วมประกาศความ ร่วมมือเป็นองค์กรภาคีเครือข่าย สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่าง ยั่งยืน (PPP Plastics) โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศ เศรษฐกิจหมุนเวียนด้านพลาสติก (Plastics Circularity Ecosystem) และสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสำหรับ หลักการ EPR อีกทั้งยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความ ร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการความร่วมมือภาคีเครือข่าย กรุงเทพฯ บ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียมในนาม แพลตฟอร์ม OK Recycle เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสนับสนุน การแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงร่วมรณรงค์ส่งเสริมให้ ครัวเรือนคัดแยกขยะตามประเภท เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้อง นำไปกำจัด และสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ในระยะยาว

โครงการบริหารจัดการขยะบนเกาะ (Island Model)

Island Model แสดงให้เห็นถึงการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ของบรรจุภัณฑ์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่มี ความเสี่ยงเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ซาเล้ง และร้านรับซื้อของเก่า เพื่อแก้ไข ปัญหาเฉพาะด้านในการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคในพื้นที่ เกาะห่างไกล ซึ่งมักพบกับข้อจำกัดด้านการคมนาคม ต้นทุนด้านการ ขนส่งที่สูง และการกำจัดของเสียที่ปะปนมากับบรรจุภัณฑ์ ทำให้การรีไซเคิลไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงเริ่มต้นของโครงการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคส่วนใหญ่ ถูกทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถหารายได้ จากการขายบรรจุภัณฑ์ ไทยเบฟจึงได้ทำงานร่วมกับพันธมิตร ผ่านการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนที่เหมาะสมกับบริบทของ แต่ละพื้นที่ เพื่อจัดตั้งระบบการคัดแยกและเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้คุณภาพและองค์ประกอบของขยะบนพื้นที่เกาะดีขึ้น กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลมากขึ้น และสร้างโอกาสในการ สร้างรายได้ใหม่ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

ในปี 2568 โครงการได้ขยายการดำเนินงานไปยัง 9 เกาะ ในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีการออกแบบ ระบบการเก็บกลับและการขนส่งที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทำให้ สามารถนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับมาใช้ประโยชน์ ลดการ ทิ้งขยะที่ถูกกำจัดแบบไม่เหมาะสม และป้องกันการรั่วไหลลงสู่ทะเล ความพยายามดังกล่าวช่วยป้องกันปัญหาขยะในทะเล ปกป้องระบบ นิเวศที่เปราะบาง ส่งผลดีต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล รักษา ความหลากหลายทางชีวภาพชายฝั่งจากผลกระทบของมลพิษ จากพลาสติก และไมโครพลาสติก รวมไปถึงลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์ด้วยกระบวนการรีไซเคิล

นอกเหนือจากประโยชน์ในเชิงการดำเนินงานโดยตรงแล้ว Island Model ยังสะท้อนแนวทางการสร้างคุณค่าในสองมิติ ได้แก่
  • ผลกระทบภายนอก:
    ลดความเสี่ยงมลพิษทางทะเล เสริมสร้าง ความคุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่ง และเพิ่มความเข้มแข็งให้กับ ชุมชนผ่านการสร้างรายได้ที่มั่นคง
  • ผลกระทบภายใน:
    เสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติตาม กฎหมายในแหล่งท่องเที่ยว ลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลเสียต่อ ภาพลักษณ์ที่เกิดจากการรั่วไหลของขยะพลาสติก และมีส่วน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบแขตที่ 3 อย่างเป็นรูปธรรม
จากการประเมินที่ครอบคลุมทั้งผลกระทบภายในและภายนอก ไทยเบฟจึงนำ Island Model มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ในการประกอบการตัดสินใจด้านการลงทุนสำหรับระบบบรรจุภัณฑ์ หมุนเวียนในอนาคต ปัจจุบัน Island Model กำลังขยายผลไปยัง เกาะอื่น ๆ เพิ่มเติม ทำให้กลายเป็นกรอบการดำเนินงานที่สามารถ นำไปปรับใช้ซ้ำได้ซึ่งสอดคล้องกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่น ทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ไทยเบฟได้พัฒนารูปแบบการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงาน สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดแนวทางการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้

สมุยโมเดล (Samui Model):
แนวทางนี้ เป็นการใช้ประโยชน์จากการขนส่งเที่ยวกลับ ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติก จำกัด (Thai Beverage Logistics หรือ TBL) สำหรับเส้นทางที่รถบรรทุกส่งสินค้าไปยัง เกาะ และนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค กลับมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง โดยแนวทางนี้ใช้สำหรับเกาะสมุย เกาะเต่า เกาะภูเก็ต และเกาะพะงัน

สีชังโมเดล (Sichang Model):
แนวทางนี้ เหมาะสำหรับเกาะที่รถขนส่งไม่สามารถ เข้าถึงได้ จึงใช้เรือในการขนส่งเป็นหลัก TBR มารับบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคโดยตรงที่ ท่าเรือบนฝั่ง แนวทางนี้เหมาะสำหรับจังหวัด ที่มีจุดรับซื้อของ TBR ได้แก่ เกาะสีชัง เกาะล้าน และเกาะเสม็ด

ช้างโมเดล (Chang Model):
แนวทางนี้ ถูกนำมาใช้เมื่อร้านรับซื้อของเก่าบนเกาะ สามารถขนส่งบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ไปที่เครือข่ายร้านรับซื้อของเก่าของ TBR หรือคลังสินค้าของ TBL ในจังหวัด แทนการขนส่งไปยังจุดรับซื้อของ TBR ทำให้ช่วยลดระยะทางและต้นทุนการขนส่ง แนวทางนี้ถูกนำมาใช้ในพื้นที่เกาะช้างและ เกาะลันตา
ด้วยการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ของแต่ละเกาะ ไทยเบฟได้พัฒนาต้นแบบการดำเนินงานที่สามารถขยายผลได้ ซึ่งผสานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาชุมชนอย่างเป็น รูปธรรม ในปี 2568 โครงการนี้สามารถเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ได้ จำนวน 3,717 ตัน สร้างรายได้ให้ชุมชนจำนวน 16.46 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้ 3,321 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนถึงบทบาท ของโครงการในการสนับสนุนเส้นทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ของไทยเบฟ ควบคู่กับการสร้างคุณค่า ร่วมให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ความสำเร็จ
ยอดเก็บบรรจุภัณฑ์ ปี 2568

ขวดแก้วและเศษแก้วเทียบเท่ากับ
103%
ของปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ในประเทศไทย

กระป๋องอะลูมิเนียม เทียบเท่ากับ
162%
ของปริมาณสินค้า ที่จำหน่ายในประเทศไทย

กระดาษ เทียบเท่ากับ
264%
ของปริมาณบรรจุภัณฑ์ กระดาษที่ใช้ในประเทศไทย

ขวดพลาสติก PET เทียบเท่ากับ
35%
ของปริมาณสินค้าที่ จำหน่ายในประเทศไทย

ลดปริมาณวัสดุที่ใช้ในการผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมลง
2,640 ตัน
เปรียบเทียบกับปีฐาน 2563
ก้าวสู่อนาคต
ในปีที่จะถึงนี้ ไทยเบฟมีแผนที่จะดำเนินการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรทั่วทุกกลุ่มธุรกิจด้วยการประเมินความสามารถ ในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์เพื่อจัดอันดับ สร้างเกณฑ์ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่และขยายความร่วมมือในการปรับปรุง ระบบการเก็บกลับให้สอดคล้องกับหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต

เพื่อเป็นการต่อยอด ไทยเบฟมีแนวคิดในการขยายโครงการบริหารจัดการขยะบนเกาะ (Island Model) ซึ่งเป็นแนวทางนำร่อง โครงการด้านความยั่งยืนในพื้นที่เฉพาะบนเกาะ ก่อนนำแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จไปบูรณาการเป็นกรอบการดำเนินงานในระดับ ที่กว้างขึ้น โครงการนี้ช่วยให้สามารถยกระดับมาตรฐาน แบ่งปันองค์ความรู้ และขยายผลการดำเนินงานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังจะดำเนินโครงการเก็บกลับสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลยากอย่างต่อเนื่องโดยส่งเสริมความตระหนักรู้ ของผู้บริโภคในการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนศึกษานวัตกรรมและแนวทางการจัดการแบบวงจรปิด (Closed-loop) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุรีไซเคิล โดยรวมแล้ว โครงการและกิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนแนวปฏิบัติของเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างความมั่นใจสอดคล้องตามมาตรฐานด้านความยั่งยืน ในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การจัดการบรรจุภัณฑ์
ในรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2568