การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ 2568
หน้าแรก / ธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ
การบริหารความเสี่ยง
ไทยเบฟตระหนักว่า การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นรากฐานสำคัญ ในการรักษาการเติบโต ความยืดหยุ่น และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย องค์กรจึงบูรณาการแนวทางด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชนเข้ากับ กรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร เพื่อให้การตัดสินใจทุกระดับ มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และมองไปข้างหน้าอย่างรอบคอบ

ในปี 2568 ไทยเบฟยังคงเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงสำคัญด้วยแนวทาง ที่สมดุลและปรับตัวได้ องค์กรดำเนินการกระจายแหล่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ เสริมสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าโดยยึดหลัก ESG และใช้กลไกทางการเงินเพื่อลด ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ พร้อมกันนี้ ไทยเบฟยังพัฒนาระบบกำกับดูแล ดิจิทัลและมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อรักษาความมั่นคงของข้อมูล และการดำเนินงาน ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศยังคงเป็น หัวข้อสำคัญ โดยองค์กรมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย Net-Zero ที่ได้รับการรับรองจาก SBTi พร้อมขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร นอกจากนี้ ไทยเบฟยังบูรณาการแนวทาง ด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาลในทุกกระบวนการ เพื่อส่งเสริมความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่คุณค่า

แนวทางการบริหารความเสี่ยงของไทยเบฟให้ความสำคัญทั้งการป้องกันระยะสั้น และการสร้างโอกาสระยะยาว โดยการบูรณาการความยั่งยืน นวัตกรรม และธรรมาภิบาลเข้ากับกรอบการบริหารความเสี่ยง องค์กรจึงเสริมสร้าง ความสามารถในการรับมือความไม่แน่นอนและก้าวไปสู่โอกาสใหม่ ๆ
แนวทางการบริหารจัดการ
กรอบการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มบริษัทไทยเบฟ ถูกออกแบบ มาเพื่อระบุ ประเมิน บรรเทา และรายงานความเสี่ยงที่สำคัญ ต่อธุรกิจอย่างทันท่วงที กระบวนการดังกล่าวช่วยให้การบริหาร ความเสี่ยงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ และหน่วยธุรกิจ พร้อมทั้งกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากร ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ความเสี่ยงที่สำคัญจะถูกรายงานต่อ คณะกรรมการบริษัทผ่านคณะกรรมการบริหารความยั่งยืน และความเสี่ยง (Sustainability and Risk Management Committee: SRMC) การบูรณาการระบบดังกล่าวเข้ากับ กระบวนการบริหารงานประจำวัน ทำให้ไทยเบฟสามารถดำเนินธุรกิจ ภายในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ของบริษัท เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและตอบสนอง ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การบริหารความเสี่ยง จึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวางแผนธุรกิจประจำปี การตัดสินใจ การบริหารโครงการ และการดำเนินงานประจำวัน

หลักการสำคัญของการจัดการความเสี่ยงของไทยเบฟ คือ
  • 1. ผู้บริหารและพนักงานทุกคนเป็นเจ้าของความเสี่ยง ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการระบุและประเมินความเสี่ยง ในส่วนการดำเนินธุรกิจของตน และกำหนดมาตรการบรรเทา ความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • 2. ความเสี่ยงทั้งหมดที่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของบริษัท จะต้อง • ระบุได้อย่างทันท่วงที
    • ประเมินโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
    • บริหารจัดการให้สอดคล้องกับเกณฑ์ความเสี่ยงของบริษัท
    ทั้งเรื่องต้นทุนและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ • ติดตามผลเพื่อให้มั่นใจว่าจัดการกับความเสี่ยงนั้น
    อย่างเหมาะสม
  • 3. ความเสี่ยงทั้งหมดต่อแผนธุรกิจและกลยุทธ์ของบริษัท ที่มีระดับความเสี่ยง “สูง” หรือ “สูงมาก” ต้องรายงานต่อ คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการบริหารความยั่งยืน และความเสี่ยง คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริษัท


เพื่อกำกับดูแลความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตามโครงสร้างการกำกับ ดูแลของไทยเบฟ ดูรายละเอียดได้ที่นโยบายการบริหารความเสี่ยง https://sustainability.thaibev.com/download/15_Risk%20 Managment%20Policy.pdf

ไทยเบฟดำเนินการทบทวนความเสี่ยงที่ส่งผลต่อความยั่งยืน อย่างสม่ำเสมอทุกปี ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ การทบทวนดังกล่าวรวมถึงการวิเคราะห์ปัจจัยภายใน และภายนอก แนวโน้มสำคัญ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากผลการวิเคราะห์ ไทยเบฟจัดประเภทความเสี่ยงหลักออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic) ความเสี่ยง ด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล) และความเสี่ยง ด้านการปฏิบัติการ (Operational) ระบบบริหารจัดการที่ครอบคลุม สามารถรองรับและบริหารจัดการความเสี่ยงในแต่ละประเภทได้อย่าง มีประสิทธิภาพ โดยระบุถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น มาตรการบรรเทา ความเสี่ยงสำคัญ และความเชื่อมโยงกับประเด็นความยั่งยืน ที่มีความสำคัญ นอกจากนี้ ไทยเบฟยังติดตามความเสี่ยงภายนอก ที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์หรือรูปแบบธุรกิจตามความจำเป็น
กรอบการบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยงของไทยเบฟสอดคล้อง กับ COSO Enterprise Risk Management Framework และมีโครงสร้างหลักอยู่บนสามองค์ประกอบสำคัญ


โครงสร้างการกำกับดูแล
คณะกรรมการบริษัทได้วางรากฐานด้านความยั่งยืนและการบริหาร ความเสี่ยงของไทยเบฟ โดยมีความรับผิดชอบสูงสุดในการกำกับ ดูแลความเสี่ยงเพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างยั่งยืนของ กลุ่มบริษัท และเพื่อสนับสนุนบทบาทนี้ คณะกรรมการบริหาร ความยั่งยืนและความเสี่ยง (SRMC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ จัดตั้งขึ้นในระดับคณะกรรมการบริษัท ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดย SRMC ประกอบด้วย กรรมการ กรรมการอิสระ ผู้บริหารระดับสูง (ผู้บริหารระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ขึ้นไป) และที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลความเสี่ยงหลักขององค์กร และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน รวมถึงการทบทวนระดับ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) และระดับการยอมรับ ความเสี่ยง (Risk Tolerance) ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่ออนุมัติขั้นสุดท้าย SRMC ยังทำหน้าที่ประเมินและบริหารจัดการ ความเสี่ยงครอบคลุมทุกสายงานสำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์ หน่วยธุรกิจ และบริษัทย่อย เพื่อให้เกิดความครอบคลุมอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ SRMC ยังทำงานร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบ อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีหน้าที่รับรองความถูกต้องของรายงาน กระบวนการตรวจสอบ ระบบควบคุมภายใน และการปฏิบัติตาม กฎหมายและข้อบังคับของกลุ่มบริษัท

ไทยเบฟปฏิบัติตามหลักการในการกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยง ตามแบบจำลอง Three Lines Model (ปี 2020) ของสมาคม ผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditor: IIA) เพื่อควบคุมการบริหารความเสี่ยงโดยแยกโครงสร้าง บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และอำนาจในการตัดสินใจอย่างชัดเจน เพื่อให้กระบวนการมีความโปร่งใสผ่านคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยง (SRMC) คณะกรรมการตรวจสอบ (AC) คณะทำงานพัฒนาความยั่งยืน และคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร ภายใต้กลุ่มงาน ความยั่งยืนและกลยุทธ์

ผู้บริหารระดับสูงของแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์และหน่วยธุรกิจมีหน้าที่ รับผิดชอบในการดำเนินงานตามแนวทางด้านความยั่งยืนและ การบริหารความเสี่ยงของไทยเบฟในขอบเขตความรับผิดชอบ ของตน ในฐานะแนวป้องกันลำดับที่หนึ่ง (First Line of Defence) แต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ได้จัดตั้งตัวแทนด้านการพัฒนาความยั่งยืน รวมถึงผู้ประสานงานความเสี่ยง เพื่อช่วยควบคุมและติดตามผล การปฏิบัติงาน และทำงานใกล้ชิดกับคณะทำงานพัฒนาความยั่งยืน และคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร ภายใต้กลุ่มงาน ความยั่งยืนและกลยุทธ์

ในฐานะแนวป้องกันลำดับที่สอง (Second Line of Defence) คณะทำงานพัฒนาความยั่งยืนและคณะทำงานบริหารความเสี่ยง องค์กร จะรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความยั่งยืนและ ความเสี่ยง (SRMC) เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงขององค์กร โดยรวมถึงการวิเคราะห์ความเป็นไปได้และผลกระทบ เพื่อให้แผนการบริหารความเสี่ยงของไทยเบฟมีประสิทธิภาพ โดยคณะกรรมการบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยงจะมีการประชุม ทุกไตรมาส และประธานคณะกรรมการบริหารความยั่งยืน และความเสี่ยง จะรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับ ผลการบริหารความเสี่ยงของบริษัทโดยรวมในทุกไตรมาส ขณะที่กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์มีหน้าที่รายงานต่อ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานด้านการ จัดการความเสี่ยงมีประสิทธิภาพและทันเวลาในการควบคุมระดับ ความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

สำนักตรวจสอบภายในซึ่งเป็นแนวป้องกันลำดับที่สาม (Third Line of Defence) รายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ (AC) เพื่อให้คำปรึกษาและประเมินผลมาตรการควบคุมการดำเนินงาน และนโยบายต่าง ๆ ให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่มีอยู่และ ความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัท โดยการประเมินมีความเป็น

อิสระ ปราศจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นผู้บริหาร ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบจะประชุมอย่างน้อยทุกไตรมาส และมีการประชุมร่วมกันกับผู้ตรวจสอบภายในเพื่อให้ความคิดเห็น อย่างอิสระโดยไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบจะรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท เกี่ยวกับการควบคุมโดยรวมของบริษัทและประเด็นที่เกี่ยวข้อง ในทุกไตรมาส ขณะเดียวกันสำนักตรวจสอบภายในยังรายงาน การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนช่วยในการบริหาร ความเสี่ยง การติดตามและการตรวจสอบต่อประธานเจ้าหน้าที่ บริหารเพื่อให้แน่ใจว่าการควบคุมภายในมีประสิทธิภาพครอบคลุม ทั้งด้านการเงิน การปฏิบัติงานและการปฏิบัติตามข้อกำหนด

กระบวนการบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยงแบบองค์รวม
ไทยเบฟนำหลักการด้านความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยง มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบในทุกระดับขององค์กร ตั้งแต่ระดับ บริษัท ระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงระดับหน่วยปฏิบัติการ เพื่อระบุ ประเมิน รายงาน และติดตามความเสี่ยงและโอกาส กระบวนการดังกล่าวได้รับการบูรณาการอย่างสมบูรณ์เข้ากับ การบริหารจัดการ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงาน และกระบวนการทำงานในแต่ละระดับขององค์กร ฝ่ายบริหาร ระดับสูงจะดำเนินการประเมินความเสี่ยงและโอกาสสำคัญทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว ในการวางแผนดำเนินงานและการลงทุน โดยอาศัยการวิเคราะห์แนวโน้ม ปัจจัยภายในและภายนอก ตลอดจนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใหม่ เพื่อกำหนดมาตรการ บริหารจัดการที่มีประสิทธิผล

เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ไทยเบฟใช้ ตัวชี้วัดความเสี่ยงหลัก (Key Risk Indicators: KRIs) และตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators: KPIs) เป็นเครื่องมือในการคาดการณ์ ควบคุม และติดตาม ผลการดำเนินงานเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ ฝ่ายบริหาร ในระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์และหน่วยปฏิบัติการมีหน้าที่ในการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาส รวมถึงจัดทำ และดำเนินแผนบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยง พร้อมรายงาน ความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอตามสายการรายงานที่กำหนดไว้

กระบวนการบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยงของบริษัท ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
  • การประเมินบริบททางธุรกิจ การกำหนดกลยุทธ์และ เป้าหมายธุรกิจของกลุ่มไทยเบฟ กลุ่มธุรกิจ และหน่วยงาน ที่สอดคล้องกัน
  • การระบุและประเมินความเสี่ยง และโอกาสต่อการบรรลุเป้าหมาย ทางธุรกิจ การใช้เทคนิคในการระบุและประเมินความเสี่ยง อาทิ การใช้สถานการณ์จำลองและแบบทดสอบความตึงเครียด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทยเบฟและ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • การกำหนดและดำเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการควบคุมและจัดการความเสี่ยงตามระดับความเสี่ยง ที่ยอมรับได้ ในขณะเดียวกัน มีการใช้ประโยชน์จากโอกาสต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืน ของไทยเบฟ
  • การติดตาม รายงาน ประเมินความก้าวหน้าและผลลัพธ์ของ การบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยงอย่างน้อยทุกไตรมาส
เพื่อให้มั่นใจถึงความเพียงพอและความมีประสิทธิผลของ กระบวนการบริหารความเสี่ยง สำนักตรวจสอบภายในซึ่งเป็น หน่วยงานอิสระภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และกระบวนการกำกับดูแล

วัฒนธรรมความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยง
ไทยเบฟส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความยั่งยืนและการบริหาร ความเสี่ยงที่เข้มแข็ง เพื่อปลูกฝังทัศนคติ ความรู้ และพฤติกรรม ที่เหมาะสมแก่พนักงานทุกคน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้าน ความยั่งยืนและธุรกิจของบริษัท วัฒนธรรมความยั่งยืนและ ความตระหนักด้านความเสี่ยงที่มั่นคงช่วยให้สามารถตอบสนอง ต่อความท้าทายได้อย่างเชิงรุก สนับสนุนผลการดำเนินงาน และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เพื่อเสริมสร้างให้หลักการดังกล่าวเป็นรากฐานของการดำเนินงาน ในทุกมิติขององค์กร ไทยเบฟได้บูรณาการเรื่องความยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยงเข้าไว้ในกิจกรรมปฐมนิเทศพนักงานใหม่ โปรแกรมการฝึกอบรมประจำปี และกิจกรรมการมีส่วนร่วมของ พนักงาน ทั้งนี้ หลักการดังกล่าวยังสะท้อนอยู่ในกระบวนการประเมิน ผลการปฏิบัติงานของพนักงานด้วย

บริษัทส่งเสริมนวัตกรรมผ่านรางวัล WOW (Way of Work) ประจำปี โดยสนับสนุนให้พนักงานพัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติงาน หรือสร้างแนวทางใหม่ที่ช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนหรือบรรเทา ความเสี่ยง โดยมีผู้บริหารระดับสูงทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ ตัดสิน เพื่อคัดเลือกโครงการที่มีผลงานโดดเด่นไปขยายผลในระดับ องค์กร อันเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการสร้าง ความเป็นเลิศด้านความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยง

พนักงานได้รับการส่งเสริมให้รายงานความเสี่ยงหรือข้อกังวล ที่อาจเกิดขึ้นผ่านหัวหน้างานหรือช่องทางที่กำหนด รวมถึงอีเมล whistleblowing@thaibev.com

นอกจากนี้ ตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยงยังถูก รวมไว้ในกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของผู้บริหาร ทุกระดับ เพื่อให้มั่นใจถึงความสอดคล้องกับเป้าหมายของกลุ่ม โดยครอบคลุมตัวชี้วัดในด้านต่าง ๆ ได้แก่
  • ด้านสิ่งแวดล้อม:
    การจัดการพลังงาน การลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการบริหารจัดการน้ำ
  • ด้านสังคม:
    ความปลอดภัยของพนักงาน สุขภาพและ ความเป็นอยู่ที่ดี และการพัฒนาบุคลากร
ตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยงคิดเป็น ร้อยละ 5–10 ของการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของ ทั้งผู้บริหารและพนักงานทั่วไป ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้าง ความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในทุกระดับขององค์กร

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง
ไทยเบฟ ได้นำประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญมาบูรณาการ อย่างเป็นระบบในกระบวนการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม โดยจำแนกความเสี่ยงออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ความเสี่ยง ด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล) และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถระบุ จัดลำดับความสำคัญ และบริหารจัดการ ความท้าทายและโอกาสที่อาจส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมาย เชิงกลยุทธ์ขององค์กรได้อย่างรอบด้านและรอบคอบ

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมิน ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) ที่อาจส่งผลกระทบ ต่อธุรกิจในระยะกลางถึงระยะยาว โดยได้นำความเสี่ยงเหล่านี้ มาบูรณาการไว้ในกรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) เพื่อให้สามารถบริหาร จัดการได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

กระบวนการดังกล่าวช่วยเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการบริหาร จัดการความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญและความเสี่ยงเกิดใหม่ที่จำเป็นต้อง ได้รับการควบคุมและป้องกันอย่างรัดกุม ซึ่งในบางกรณีอาจต้อง มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสม กับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่มีระดับความรุนแรง คงที่หรือลดลงจะได้รับการติดตาม ประเมิน และทบทวนสถานะ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการบริหารจัดการที่นำมาใช้นั้น มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์อยู่เสมอ
เป้าหมาย

ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทยเบฟตระหนักว่าการบริหารความเสี่ยง ในรูปแบบดั้งเดิมซึ่งมุ่งเน้นเพียงการวางแผนและการจัดการ ความเสี่ยงที่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน อาจไม่เพียงพอต่อ การรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถปรับตัวและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงได้ ขยายแนวทางการบริหารความเสี่ยงให้ครอบคลุมถึงการบริหาร ความยืดหยุ่น (Resilience Management) โดยมุ่งเน้นการเตรียม ความพร้อมเชิงกลยุทธ์ การเสริมสร้างศักยภาพในการตอบสนอง และการเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้สามารถฟื้นฟู การดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และเสถียรภาพทางการเงินท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต ความเสี่ยง จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของตลาด ดังต่อไปนี้
1. ความยืดหยุ่นทางการเงิน
ไทยเบฟรักษานโยบายทางการเงินที่สมดุลระหว่างการใช้จ่าย ระยะสั้นและระยะยาว พร้อมบริหารจัดการแหล่งเงินทุนอย่าง รอบคอบสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนและกิจกรรมเชิงพาณิชย์ การมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและสภาพคล่องเพียงพอช่วยให้ บริษัทสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างเสถียรภาพและการเติบโตในระยะยาว
2. ความยืดหยุ่นด้านการดำเนินงาน
ด้วยระบบการผลิตที่ยืดหยุ่นและมีความพร้อมสูง ไทยเบฟสามารถ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาดได้ อย่างทันท่วงทีโดยยังคงมาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ อย่างเคร่งครัด การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายการจัด จำหน่ายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรทางธุรกิจ ช่วยให้มั่นใจว่าสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องได้แม้ใน สถานการณ์ที่เกิดการหยุดชะงักจากผู้จัดจำหน่าย ภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
3. ความยืดหยุ่นด้านเทคโนโลยี
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มั่นคง ยืดหยุ่น และปลอดภัย ช่วยให้ไทยเบฟสามารถบริหารจัดการ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการหยุดชะงักทางเทคโนโลยีได้อย่าง มีประสิทธิผล การพัฒนาและเสริมสร้างสมรรถนะทางดิจิทัลควบคู่ กับการจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) และแผนฟื้นฟูจากภัยพิบัติ (Disaster Recovery Plan) ช่วยให้การดำเนินงานภายในองค์กรและการให้บริการแก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดำเนินไปอย่างไม่สะดุด
4. ความยืดหยุ่นด้านจัดการและชื่อเสียงขององค์กร
ไทยเบฟดำรงไว้ซึ่งพันธกิจ ค่านิยมหลัก และกรอบกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจและการปฏิบัติตามหลัก บรรษัทภิบาลและ ESG การสื่อสารและการมีส่วนร่วมกับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทสามารถ ตอบสนองต่อความคาดหวังของสังคมได้อย่างทันท่วงที เสริมสร้าง ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจในระยะยาว
5. ความยืดหยุ่นด้านรูปแบบธุรกิจ
รูปแบบธุรกิจของไทยเบฟถูกออกแบบให้สามารถปรับตัวต่อสภาวะ ตลาดที่เปลี่ยนแปลง การปรับปรุงกฎระเบียบ และความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี โดยขับเคลื่อนผ่านโครงการ Transformation Program และ PASSION 2030 มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม การขยายผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการจำหน่าย การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความยั่งยืน และการยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันในประเทศไทย เวียดนาม เมียนมา สิงคโปร์ และมาเลเซีย รวมถึงการเพิ่มมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้น การเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาระบบดิจิทัล และการพัฒนาทักษะของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
6. ความยืดหยุ่นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไทยเบฟพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาส ด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ผ่านการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง การพัฒนาองค์ความรู้ และการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบ ต่อการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ มาตรการสำคัญประกอบ ด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การส่งเสริมเศรษฐกิจ หมุนเวียน การพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การสร้างความร่วมมือ กับผู้จัดหาวัตถุดิบ และการดำเนินโครงการปลูกป่า เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ของไทยเบฟ ซึ่งได้รับการรับรองตามหลักการของการตั้งเป้าหมายตามหลักการ ทางวิทยาศาสตร์ (SBTi) สอดคล้องกับความพยายามในระดับโลก ในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก

ไทยเบฟบูรณาการวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ การวิเคราะห์สถานการณ์ เชิงคาดการณ์อย่างรอบด้าน การรับฟังและประเมินความคิดเห็น ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการประยุกต์ ใช้แผนการตอบสนองต่อวิกฤตที่ผ่านการทดสอบแล้ว ทำให้สามารถ ระบุช่องว่างด้านความยืดหยุ่นและดำเนินมาตรการเชิงรุกได้ อย่างทันท่วงที มีประสิทธิผล และสอดคล้องกับเป้าหมาย ความยั่งยืนในระยะยาว แนวทางแบบบูรณาการนี้ช่วยเสริมสร้าง ขีดความสามารถขององค์กรในการรักษาการดำเนินงาน ปกป้องชื่อเสียง และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การบริหารความเสี่ยง
ในรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2568