การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ 2568
หน้าแรก / ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม
การพิทักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ
น้ำเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตและเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ ทุกประเภทของไทยเบฟ จึงถือเป็นเสาหลักของแนวทางการพัฒนา อย่างยั่งยืนขององค์กร ขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความต้องการใช้น้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้น มลพิษ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และวิกฤตที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำในรูปแบบต่าง ๆ กำลังส่งผลกระทบต่อชุมชน ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจมากขึ้น แม้จะมีความมุ่งมั่น ร่วมกันในระดับโลก แต่ความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของ สหประชาชาติ (SDG) ข้อ 6 “น้ำสะอาดและสุขอนามัยสำหรับทุกคน” ยังคงไม่เป็นไป ตามแผน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน

ไทยเบฟตระหนักถึงความสำคัญของน้ำต่อชีวิต ชุมชน และการดำเนินธุรกิจ จึงกำหนดให้การพิทักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านความ ยั่งยืนขององค์กร โรงงานผลิตของไทยเบฟทั่วโลกมุ่งมั่นในการใช้น้ำอย่างมี ประสิทธิภาพ บริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำอย่างรอบด้าน และส่งเสริม โครงการที่มุ่งคืนน้ำสะอาดสู่ธรรมชาติและชุมชน ควบคู่กับการปกป้อง แหล่งน้ำที่สำคัญ เพื่อสร้างสมดุลที่ยั่งยืนระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม
แนวทางการบริหารจัดการ
ไทยเบฟดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจถึง การใช้ทรัพยากรน้ำขององค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งเพื่อ สนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทและคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยรอบ เป้าหมายของเราคือการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ คู่ค้าทางธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และชุมชน เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในการอนุรักษ์น้ำ แนวทางปฏิบัตินี้ครอบคลุมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดหา น้ำอย่างมีความรับผิดชอบ การบำบัด และการคืนน้ำสู่ธรรมชาติและ ชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการจัดการน้ำ สุขาภิบาล และสุขอนามัย (WASH) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างเท่าเทียมและ ยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน

นโยบายการบริหารจัดการน้ำระดับองค์กรได้รับการอนุมัติจาก คณะกรรมการบริษัท ซึ่งกำหนดหลักการและแนวทางปฏิบัติที่ ชัดเจนในการลดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำจากกระบวนการผลิต โดยการตรวจสอบคุณภาพและปริมาณน้ำ การใช้เครื่องมือและ มาตรฐานระดับสากล รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการใช้ น้ำอย่างรับผิดชอบ นโยบายยังครอบคลุมการจัดหาน้ำอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าการบำบัด น้ำเสียเป็นขั้นตอนสำคัญในการสนับสนุนการจัดหาน้ำอย่างยั่งยืน และการป้องกันมลพิษ ทั้งนี้ ไทยเบฟไม่ถือว่าทรัพยากรทางทะเล เป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินงานขององค์กร

ด้วยความตระหนักว่าการพิทักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำเป็นหนึ่งใน ประเด็นสำคัญซึ่งช่วยเสริมสร้างให้บริษัทเตรียมรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น ไทยเบฟจึงดำเนินการ ระบุ ติดตาม และบริหารจัดการผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่ เกี่ยวข้องกับน้ำอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการดำเนินงานของ องค์กรและห่วงโซ่คุณค่า ข้อมูลด้านน้ำถูกวิเคราะห์จากการ คาดการณ์ภายในและจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ โดยผู้ประสานงาน ความเสี่ยงของแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ตรวจสอบรายงาน ประเมิน ความเสี่ยง และดำเนินมาตรการบรรเทาความเสี่ยง ขณะที่ความเสี่ยง ที่มีนัยสำคัญจะถูกรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ระดับองค์กรเพื่อกำกับดูแล

ไทยเบฟทบทวนการประเมินความเสี่ยงทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับ น้ำของโรงงานผลิตทุกแห่ง รวมถึงในห่วงโซ่อุปทานทุก 3-5 ปี เพื่อให้เข้าใจถึงความเปราะบางภายใต้การเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการจัดทำ แผนจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management Plan: IWRM) ของแต่ละโรงงาน ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการลดการใช้น้ำในพื้นที่ที่มีความเครียด ด้านน้ำ

โรงงานผลิตของไทยเบฟได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านการ จัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการใช้น้ำ อย่างต่อเนื่อง น้ำเสียของเราได้รับการบำบัดให้มีคุณภาพสูงกว่า ข้อกำหนดทางกฎหมาย เช่น ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) อุณหภูมิ ค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมี (COD) ค่าความต้องการ ออกซิเจนทางชีวเคมี (BOD) ค่าของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) น้ำมันและไขมัน ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ มาตรการเหล่านี้ ช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สนับสนุนความสมบูรณ์ของระบบ นิเวศทาง และส่งเสริมความยั่งยืนของมหาสมุทรและท้องทะเล
เป้าหมาย
คืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชน
100%
ให้ได้เท่ากับปริมาณน้ำในสินค้าสำเร็จรูป (ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม) ภายในปี 2583
อัตราส่วน
7%
ของการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ ลดลงภายในปี 2573 เปรียบเทียบกับปีฐาน 2566
การจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในการดำเนินงาน ของไทยเบฟ
ไทยเบฟใช้เครื่องมือ Aqueduct ของสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ในการประเมินความเสี่ยงเรื่องน้ำของโรงงานผลิตทุกแห่ง ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ โดยอ้างอิงตามเกณฑ์ การประเมินของ Aqueduct เป็นประจำทุกปี ซึ่งระดับความเสี่ยง แบ่งออกเป็นระดับต่ำ ระดับต่ำ-ปานกลาง ระดับปานกลาง-สูง ระดับสูง และระดับสูงมาก โดยโรงงานผลิตที่มีความเสี่ยงในระดับ สูงและสูงมากจะได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นอันดับแรก ในการวิเคราะห์และกำหนดแผนบรรเทาผลกระทบ

จากผลการประเมิน พบว่าโรงงานของไทยเบฟร้อยละ 39 (31 แห่งจากทั้งหมด 80 แห่ง รวมโรงงานผลิตของ F&N) ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับความเครียดด้านน้ำสูงและสูงมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบในด้านการเงินหรือด้านกลยุทธ์ของบริษัท

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไทยเบฟได้ดำเนินการ ประเมินความยั่งยืนของน้ำ (Water Sustainability Assessment: WSA) ครอบคลุมทั้งแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน ทุกโรงงานผลิตในประเทศไทย เพื่อประเมินเชิงลึกถึงความเสี่ยง และโอกาสทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผลการประเมินนำไปสู่ การพัฒนาแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ
ร้อยละของโรงงานผลิตที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีความเครียดด้านน้ำ
(IWRM) ของแต่ละโรงงาน โดยมุ่งเน้นการดำเนินมาตรการ ปรับตัวและบรรเทาความเสี่ยงในระยะยาว นอกจากนี้ ไทยเบฟ ยังร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและ ภัยแล้งภายใต้สถานการณ์ของสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย และนำผลการศึกษามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง ด้านการดำเนินงานและการมีส่วนร่วมกับชุมชน
การจัดการความเสี่ยงด้านน้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ไทยเบฟร่วมมือกับคู่ค้าที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ เพื่อให้ลดการใช้น้ำ โดยคู่ค้าที่มีผลกระทบสูงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Significant Suppliers) ทุกราย จะต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง ด้านน้ำด้วยเครื่องมือ Aqueduct จากสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ควบคู่กับมาตรฐาน Together for Sustainability (TfS) หรือ โครงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ซึ่งหากการดำเนินงานของ คู่ค้ากลุ่มนี้เกิดการหยุดชะงัก อาจส่งผลกระทบด้านการเงินของ บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ และจากผลการประเมินแหล่งที่มาของ วัตถุดิบของคู่ค้าในกลุ่มวัตถุดิบหลักทางการเกษตร พบว่า มี 49 แห่ง จากทั้งหมด 108 แห่ง (คิดเป็นร้อยละ 45) อยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำในระดับสูงและสูงมาก
  • การประเมินความเสี่ยงเชิงปริมาณ ไทยเบฟระบุผลิตภัณฑ์ที่ ต้องพึ่งพาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรและประเมินผลกระทบ ด้านรายได้ ที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ
  • การบรรเทาความเสี่ยง ไทยเบฟร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ พันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ พร้อมทั้งกำหนดให้มีการติดตามและรายงานข้อมูลการใช้น้ำ รวมถึงอัตราส่วนของการใช้น้ำเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ ไทยเบฟยังติดตามและประเมินความเสี่ยงด้านน้ำของคู่ค้า ในช่วงฤดูฝน โดยใช้ระบบรายงานสถานการณ์น้ำท่วมรายวัน ผ่านระบบ CROSS SRM
ร้อยละของคู่ค้าในกลุ่มวัตถุุดิบหลักทางการเกษตร ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ
นอกจากนี้ ไทยเบฟยังได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเรื่องเกษตรกรรม อย่างยั่งยืนเพื่อให้คู่ค้าสามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในกระบวนการทางการเกษตร โดยไทยเบฟส่งเสริมให้คู่ค้า วัดปริมาณการใช้น้ำ หาแนวทางเพื่อลดการใช้น้ำ ดำเนินการ ประเมินความเสี่ยงด้านน้ำโดยใช้เครื่องมือตามมาตรฐานสากล และจัดทำแผนบรรเทาผลกระทบในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ ในระดับสูงมาก
โครงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ

โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อชุมชน ในประเทศไทย
ตั้งแต่ปี 2565 ไทยเบฟร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ในโครงการ “การบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำเพื่อชุมชน” เพื่อประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วม และภัยแล้งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยใช้ระบบสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้สนับสนุน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชุมชนท้องถิ่นรอบโรงงานผลิต ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำในระดับสูงถึงสูงมาก โดยครอบคลุมพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงงานผลิตแต่ละแห่ง การริเริ่มโครงการนี้ทำให้ไทยเบฟสามารถดำเนินธุรกิจควบคู่กับ การสร้างคุณค่าให้กับชุมชนที่ใช้แหล่งน้ำร่วมกัน โดยการจัดทำแผน ปฏิบัติการเพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านน้ำทั้งภายในและภายนอก การดำเนินงานของบริษัท

ขั้นตอนการศึกษามีดังนี้
  • ประเมินสภาพทั่วไปของพื้นที่ สภาพลุ่มน้ำ ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา และอุทกวิทยา รวมถึงแหล่งที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ตลอดจนข้อมูลเหตุการณ์ในอดีต เพื่อใช้ในการประเมิน สถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง
  • วิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง รวมถึงดัชนีและแนวโน้ม ของข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่รุนแรงทั้งในสภาวะปัจจุบัน และอนาคต เพื่อจัดทำแผนที่ความน่าจะเป็นของฝนสุดขั้ว ในพื้นที่รับน้ำและพื้นที่ลุ่มน้ำรอบโรงงาน
โครงการนี้ได้ดำเนินการที่โรงงานเบียร์ไทย จังหวัดกำแพงเพชร โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่ โรงงานสีมาธุรกิจ จังหวัดนครสวรรค์ และโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ไทยดริ้งค์ จังหวัดลำปาง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ ในระดับสูงมาก และในปี 2568 ไทยเบฟได้ขยายโครงการไปยัง โรงงานโออิชิ เทรดดิ้ง วังม่วง และโรงงานเอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จังหวัดสระบุรี
สรุปผลการศึกษา โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่
พื้นที่ศึกษามีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียงร้อยละ 15 ของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในระดับสูงถึงสูงมาก เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตชลประทาน ขณะที่ร้อยละ 50 ของพื้นที่ ศึกษามีความเสี่ยงจากภัยแล้งในระดับสูงถึงสูงมาก เนื่องจากพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทาน จากข้อมูล ดัชนีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ พบว่าความเสี่ยงน้ำท่วม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงขนาดของพื้นที่และความรุนแรง ขณะที่ความเสี่ยงจากภัยแล้งมีแนวโน้มลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญของกลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำให้พร้อมรับมือกับ ความเปลี่ยนแปลง

โรงงานสุราสีมาธุรกิจ จังหวัดนครสวรรค์
พื้นที่ศึกษามีความเปราะบางต่อภัยแล้งมากกว่าน้ำท่วม โดยประมาณ ร้อยละ 63 ของพื้นที่มีความเสี่ยงภัยแล้งสูง และเกือบร้อยละ 99 ของพื้นที่ภายในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงงานมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากอยู่นอกเขตชลประทานและเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเป็น ส่วนใหญ่ โรงงานสามารถลดความเสี่ยงด้วยการจัดหาน้ำจาก บ่อเก็บน้ำและน้ำบาดาลเพื่อรองรับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม จากข้อมูลดัชนีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศพบว่า ปริมาณฝนอาจมีความแปรปรวนเพิ่มขึ้น ทำให้ความถี่ของ การเกิดน้ำท่วมมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ขนาดของพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง อาจลดลง ซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผนจัดการ ทรัพยากรน้ำเชิงรุก

โรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ไทยดริ้งค์ จังหวัดลำปาง
พื้นที่ศึกษามีความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก มีการจัดการระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ความเสี่ยง จากภัยแล้งอยู่ในระดับปานกลาง โดยประมาณร้อยละ 31 ของพื้นที่ ลุ่มน้ำถูกจัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง โรงงานได้จัดทำแผนบรรเทา ความเสี่ยงด้วยการจัดหาน้ำจากบ่อเก็บน้ำและน้ำบาดาลเพื่อให้ สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม จากข้อมูลดัชนี การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศพบว่า ความเสี่ยงจากภัยแล้ง มีแนวโน้มคงที่หรืออาจลดลงเล็กน้อย ขณะที่ความเสี่ยงจากน้ำท่วม อาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นของกลยุทธ์ การบริหารจัดการน้ำและความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

โครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เพื่อตรวจวัด ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน
เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งแสดงถึง ความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการดูแลแหล่งน้ำ เสริมสร้างความพร้อม และความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชนและสังคม ไทยเบฟ ได้สนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 72 สถานี ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบัน สารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ โครงการ ดังกล่าวมีเป้าหมายในการจัดการน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ ของประเทศไทย ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ครอบคลุม 11 จังหวัด โดยสถานีโทรมาตรอัตโนมัติทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูล สภาพอากาศ ระดับน้ำ และปริมาณน้ำฝน แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแอปพลิเคชัน ThaiWater เพื่อใช้ในการ ติดตามสถานการณ์และรับมือภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การติดตาม ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้ระบบโทรมาตรและข้อมูล อุทกวิทยาในการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำอย่างแม่นยำและ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การอบรมมีผู้เข้าร่วมจำนวน 40 คน จากหลายกลุ่มธุรกิจของไทยเบฟ รวมถึงเจ้าหน้าที่จาก ThaiBev Situation Room (TSR) หรือศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ของไทยเบฟ และทีมพัฒนาชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการ เสริมสร้างศักยภาพภายในองค์กรให้สามารถบริหารจัดการ ความเสี่ยงด้านน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการสำคัญ

โครงการคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชน
ไทยเบฟตระหนักถึงความท้าทายด้านน้ำที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จึงดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการคืนน้ำ สู่ธรรมชาติและชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงของแหล่งน้ำ โดยนำหลักการ Volumetric Water Benefit Accounting (VWBA) มาใช้ในการวัดและติดตามประสิทธิผลของการดำเนินงาน เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการน้ำของไทยเบฟสร้างผลกระทบ เชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โครงการบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ของชุมชนเหมืองแม่หาด ประเทศไทย
ไทยเบฟร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ดำเนินโครงการซ่อมแซมฝายแม่หาด เพื่อปรับปรุงระบบ บริหารจัดการน้ำของชุมชนเหมืองแม่หาด ครอบคลุมพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแม่หอย บ้านเมืองกลาง และบ้านกู่ฮ้อ ในตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหา การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะ ในช่วงฤดูแล้ง

ในปี 2568 โครงการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำเพื่อ การเกษตรจาก 10 ไร่ต่อวัน เป็น 15 ไร่ต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ส่งผลให้สามารถเพาะปลูกพืชในฤดูแล้งได้ถึง 652 ไร่ ใกล้เคียงกับ พื้นที่เพาะปลูก 775 ไร่ในฤดูฝน นอกจากนี้ โครงการยังสามารถ ช่วยจัดหาน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคให้กับ 139 ครัวเรือน รวมปริมาณน้ำทั้งสิ้นประมาณ 22,500 ลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเฉลี่ย 162 ลูกบาศก์เมตรต่อครัวเรือนต่อปี รวมเป็นปริมาณน้ำ ทั้งสิ้น 49,750 ลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อสนับสนุนทั้งการเกษตร และการอุปโภคบริโภคของชุมชน

ผลสำเร็จดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และความเข้มแข็งของชุมชนเหมืองแม่หาดในการรับมือกับ ความเสี่ยงด้านน้ำ และการปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งน้ำที่เชื่อถือได้ ช่วยสนับสนุนการเกษตรอย่างยั่งยืน ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของชุมชน และมีส่วนช่วยต่อความยั่งยืนด้านน้ำในระยะยาว
การอนุรักษ์น้ำ ณ หมู่บ้านมรดก Bung Jagoi ประเทศมาเลเซีย
บริษัท F&NHB ผู้ผลิตน้ำแร่แบรนด์ Borneo Springs ซึ่งมีต้นน้ำจากป่าฝนอายุกว่า 130 ล้านปี ได้ร่วมมือกับสมาคมมรดก Jagoi (JHA) ผ่านคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ Jagoi (JADC) เพื่อจัดหาน้ำสะอาดอย่างยั่งยืนให้แก่หมู่บ้านมรดก Bung Jagoi เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย โครงการนี้มุ่งเน้น การอนุรักษ์น้ำและการฟื้นฟูป่า โดยดำเนินการติดตั้งระบบสูบน้ำใหม่ เพื่อนำน้ำสะอาดจากแหล่งน้ำธรรมชาติ Ayak Tibodak รวมถึง การซ่อมแซมถังเก็บน้ำ โดยคาดว่าจะสามารถคืนน้ำสู่ชุมชนได้ถึง 5.475 ล้านลิตรต่อปี โครงการนี้มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้าง ความมั่นคงด้านน้ำให้กับชุมชนในระยะยาว พร้อมทั้งสนับสนุน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ของท้องถิ่น
โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่อำเภอเชียงดาว ประเทศไทย

ไทยเบฟร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ในอำเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำผ่านการซ่อมแซม ฝายขี้เหล็ก บ้านจอมคีรี ตำบลแม่นะ เพื่อพัฒนาระบบน้ำให้มี ประสิทธิภาพและสามารถคืนน้ำสะอาดสู่ธรรมชาติและชุมชน โครงการนี้ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการมีส่วนร่วมของชุมชนมาใช้เป็นแนวทางดำเนินงาน ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การระบุปัญหา การวางแนวทางแก้ไข ไปจนถึงการร่วมแรงซ่อมแซมฝาย รวมถึงการจัดตั้ง “กองทุนน้ำ” เพื่อดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาระบบน้ำ อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม และสร้างพื้นฐานความยั่งยืนในระยะยาว

ผลการดำเนินงานพบว่า ฝายขี้เหล็กเป็นฝายเพื่อการเกษตร สามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 115 ไร่ ครอบคลุมเกษตรกร 29 ครัวเรือน ทำให้สามารถเพิ่มชนิดพืชที่เพาะปลูกจากเดิม 4 ชนิด เป็น 6 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง งา ลำไย มะม่วง และข้าวโพดหวาน ส่งผลให้รายได้รวมของชุมชนเพิ่มขึ้น กว่าร้อยละ 47 จาก 556,363 บาท เป็น 816,163 บาทต่อปี

อีกทั้งยังสามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชน (Water Replenishment) ได้ถึง 19,643.5 ลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยคำนวณตามหลักมาตรฐานสากล VWBA ซึ่งอ้างอิง จากปริมาณน้ำที่พืชต้องการเพื่อการชลประทาน

นอกจากผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการ ยังสร้างคุณค่าทางสังคมด้วยการเสริมศักยภาพให้ชุมชน สามารถกำกับดูแลทรัพยากรน้ำได้ด้วยตนเอง ผ่านกลไก “กองทุนน้ำ” ที่สมาชิกในพื้นที่ร่วมกันวางแผน บำรุงรักษา จัดสรร และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบช่วยยกระดับความพร้อมของชุมชนในการรับมือความเสี่ยงด้านน้ำในอนาคต ิ

โครงการซ่อมแซมฝายขี้เหล็ก จึงเป็นต้นแบบของความร่วมมือ ที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการบริหารจัดการน้ำ อย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และมีส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของสหประชาชาติ (SDG) ข้อ 6 น้ำสะอาดและสุขอนามัย

โครงการลดการใช้น้ำ
ไทยเบฟบริหารจัดการประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และการบำบัดน้ำเสียอย่างครบวงจร บริษัทมุ่งมั่น ที่จะลดปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิต (water intensity) พร้อมส่งเสริมการนำน้ำจืดกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิล เพื่อลด การดึงน้ำจากแหล่งธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และเสริมสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำในระยะยาว
ระบบการเก็บน้ำฝนในประเทศเวียดนาม
โรงงาน Cu Chi และ Can Tho เป็นหนึ่งในโรงงานผลิตเบียร์ของ SABECO ประเทศเวียดนาม ได้ดำเนินการติดตั้งระบบเก็บน้ำฝน จากหลังคา เพื่อช่วยลดการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ถึง 12,588 ลูกบาศก์เมตรในช่วงฤดูฝน และสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ได้กว่า 172,420 บาทต่อปี ในอนาคต SABECO มีแผนที่จะขยาย โครงการนี้ไปยังโรงเบียร์ทุกแห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และส่งเสริมการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในปี 2568 ส่งผลให้เกิดการลดการใช้น้ำ การใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล เมื่อเทียบกับปริมาณ การดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหมด ดังนี้


โครงการการจัดการน้ำร่วมกับชุมชน
ไทยเบฟร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อขยายผลกระทบเชิงบวกด้านการบริหารจัดการน้ำ และส่งเสริม การอนุรักษ์ลุ่มน้ำในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนการส่งเสริมการจัดการน้ำ สุขาภิบาล และสุขอนามัย (WASH) ในประเทศไทย เมียนมา และเวียดนาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และสร้างความยั่งยืน ของทรัพยากรน้ำในระยะยาว
โครงการน้ำสะอาดเพื่อชุมชน
ไทยเบฟดำเนินโครงการ “น้ำสะอาดเพื่อชุมชน” และ “น้ำดื่มสะอาด” อย่างต่อเนื่องในโรงเรียนและชุมชนรอบโรงงานผลิตทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดของเยาวชนและคนในชุมชน กว่า 13,500 ราย นอกจากนี้ บริษัทยังได้ดำเนินโครงการส่งเสริม การจัดการน้ำ สุขาภิบาล และสุขอนามัย (WASH) จำนวน 41 โครงการ ใน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี ชลบุรี บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ราชบุรี อุตรดิตถ์ สุราษฎร์ธานี นครปฐม อุบลราชธานี อยุธยา และนครสวรรค์ ขณะเดียวกัน ยังได้ขยายการดำเนินโครงการ ในลักษณะเดียวกันในประเทศเมียนมา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความยั่งยืนด้านน้ำให้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

โครงการระบบชลประทานเพื่อการเกษตรสำหรับเกษตรกรท้องถิ่น ในหมู่บ้านต้นแบบ San Hpe ประเทศเมียนมา
บริษัท แกรนด์ รอยัล กรุ๊ป จำกัด (GRG) ประเทศเมียนมา บริษัทในเครือไทยเบฟ ให้การสนับสนุนเกษตรกรในหมู่บ้าน San Hpe ด้วยการติดตั้งระบบชลประทานพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถ จ่ายน้ำได้ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกข้าว จำนวน 177 ไร่ (28.3 เฮกตาร์) ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนด้านการชลประทานได้ถึงร้อยละ 50 ส่งผลให้สามารถ ผลิตข้าวเปลือกได้ 7,000 ตะกร้า หรือประมาณ 150,000 กิโลกรัม ช่วยให้เกษตรกรจำนวน 10 ครัวเรือนมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 620,955 บาท นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งระบบบำบัดน้ำแบบรีเวิร์สออสโมซิส (RO) ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถผลิตน้ำสะอาดได้ถึง 3,000 ลิตรต่อวัน เพื่อให้ชุมชนมีน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภค และใช้ในกิจกรรมสร้างรายได้
ความสำเร็จ
คืนน้ำสู่ธรรมชาติเพื่อชุมชน
446,910
ลูกบาศก์เมตรในปี 2568

การใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
17%
อัตราส่วนการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลดลง ในปี 2568 เมื่อเปรียบเทียบกับปีฐาน 2566
(เป้าหมายปี 2573 คือการลดอัตราส่วนการใช้น้ำ ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลง 7% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566)

อัตราส่วนของการใช้น้ำ ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม
2.68
เฮกโตลิตรต่อเฮกโตลิตร
  • พนักงานในโรงงานผลิต ทุกคนได้รับการฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ อย่างมีประสิทธิภาพ
  • โรงงานไทยเบฟ ทุกแห่งในประเทศไทยดำเนินการประเมินความยั่งยืนของน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินอย่างครบถ้วน
  • เหตุการณ์วิกฤตที่เกี่ยวข้องกับน้ำเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี 2555 เนื่องจากไทยเบฟให้ความสำคัญในการควบคุม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับชุมชนโดยรอบ
ข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำปี 2568
ก้าวสู่อนาคต
ในปีหน้า ไทยเบฟจะดำเนินการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำรายพื้นที่สำหรับโรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำสูงมาก และเป็นพื้นที่ที่เคยดำเนินโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อชุมชนร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. โรงงานที่อยู่ในขอบเขตการดำเนินงาน ได้แก่ โรงงานเบียร์ไทย จังหวัดกำแพงเพชร โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่ โรงงานสีมาธุรกิจ จังหวัดนครสวรรค์ และโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ไทยดริ้งค์ จังหวัดลำปาง

ไทยเบฟจะยังคงสานต่อความร่วมมือกับ สสน. ในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ต่อความเสี่ยงด้านน้ำท่วมและภัยแล้ง ผ่านการใช้แบบจำลองปริมาณน้ำฝนในอนาคตสำหรับโรงงานโออิชิ เทรดดิ้ง วังม่วง และโรงงานเอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จังหวัดสระบุรี ผลการประเมินดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาแผนการบริหาร จัดการน้ำรายพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ โรงงานเบียร์ของไทยเบฟในประเทศเวียดนามมีแผนขยายโครงการการเก็บน้ำฝน เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ขณะเดียวกัน บริษัทได้ดำเนินการประเมินความเครียดด้านน้ำของคู่ค้ารายสำคัญ และจะร่วมพัฒนาแผนการบริหารจัดการน้ำ ร่วมกับคู่ค้าที่มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำสูงถึงสูงมาก

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การพิทักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ
ในรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2568