โครงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ
ตั้งแต่ปี 2565 ไทยเบฟร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ
(องค์การมหาชน) หรือ สสน. ในโครงการ “การบริหารจัดการ
ทรัพยากรน้ำเพื่อชุมชน” เพื่อประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วม
และภัยแล้งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยใช้ระบบสารสนเทศ
ทรัพยากรน้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้สนับสนุน
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชุมชนท้องถิ่นรอบโรงงานผลิต
ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำในระดับสูงถึงสูงมาก
โดยครอบคลุมพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงงานผลิตแต่ละแห่ง
การริเริ่มโครงการนี้ทำให้ไทยเบฟสามารถดำเนินธุรกิจควบคู่กับ
การสร้างคุณค่าให้กับชุมชนที่ใช้แหล่งน้ำร่วมกัน โดยการจัดทำแผน
ปฏิบัติการเพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านน้ำทั้งภายในและภายนอก
การดำเนินงานของบริษัท
ขั้นตอนการศึกษามีดังนี้
- ประเมินสภาพทั่วไปของพื้นที่ สภาพลุ่มน้ำ ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา
และอุทกวิทยา รวมถึงแหล่งที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ
ตลอดจนข้อมูลเหตุการณ์ในอดีต เพื่อใช้ในการประเมิน
สถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง
- วิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ที่ส่งผลต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง รวมถึงดัชนีและแนวโน้ม
ของข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่รุนแรงทั้งในสภาวะปัจจุบัน
และอนาคต เพื่อจัดทำแผนที่ความน่าจะเป็นของฝนสุดขั้ว
ในพื้นที่รับน้ำและพื้นที่ลุ่มน้ำรอบโรงงาน
โครงการนี้ได้ดำเนินการที่โรงงานเบียร์ไทย จังหวัดกำแพงเพชร
โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่ โรงงานสีมาธุรกิจ
จังหวัดนครสวรรค์ และโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
ไทยดริ้งค์ จังหวัดลำปาง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ
ในระดับสูงมาก และในปี 2568 ไทยเบฟได้ขยายโครงการไปยัง
โรงงานโออิชิ เทรดดิ้ง วังม่วง และโรงงานเอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์
(ประเทศไทย) จังหวัดสระบุรี
สรุปผลการศึกษา โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่
พื้นที่ศึกษามีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ
โดยมีเพียงร้อยละ 15 ของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในระดับสูงถึงสูงมาก
เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตชลประทาน ขณะที่ร้อยละ 50 ของพื้นที่
ศึกษามีความเสี่ยงจากภัยแล้งในระดับสูงถึงสูงมาก เนื่องจากพื้นที่
ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทาน จากข้อมูล
ดัชนีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ พบว่าความเสี่ยงน้ำท่วม
มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงขนาดของพื้นที่และความรุนแรง
ขณะที่ความเสี่ยงจากภัยแล้งมีแนวโน้มลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง
ความสำคัญของกลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำให้พร้อมรับมือกับ
ความเปลี่ยนแปลง
โรงงานสุราสีมาธุรกิจ จังหวัดนครสวรรค์
พื้นที่ศึกษามีความเปราะบางต่อภัยแล้งมากกว่าน้ำท่วม โดยประมาณ
ร้อยละ 63 ของพื้นที่มีความเสี่ยงภัยแล้งสูง และเกือบร้อยละ 99
ของพื้นที่ภายในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงงานมีความเสี่ยงสูงมาก
เนื่องจากอยู่นอกเขตชลประทานและเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเป็น
ส่วนใหญ่ โรงงานสามารถลดความเสี่ยงด้วยการจัดหาน้ำจาก
บ่อเก็บน้ำและน้ำบาดาลเพื่อรองรับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
จากข้อมูลดัชนีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศพบว่า
ปริมาณฝนอาจมีความแปรปรวนเพิ่มขึ้น ทำให้ความถี่ของ
การเกิดน้ำท่วมมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ขนาดของพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง
อาจลดลง ซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผนจัดการ
ทรัพยากรน้ำเชิงรุก
โรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ไทยดริ้งค์ จังหวัดลำปาง
พื้นที่ศึกษามีความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก
มีการจัดการระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ความเสี่ยง
จากภัยแล้งอยู่ในระดับปานกลาง โดยประมาณร้อยละ 31 ของพื้นที่
ลุ่มน้ำถูกจัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง โรงงานได้จัดทำแผนบรรเทา
ความเสี่ยงด้วยการจัดหาน้ำจากบ่อเก็บน้ำและน้ำบาดาลเพื่อให้
สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม จากข้อมูลดัชนี
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศพบว่า ความเสี่ยงจากภัยแล้ง
มีแนวโน้มคงที่หรืออาจลดลงเล็กน้อย ขณะที่ความเสี่ยงจากน้ำท่วม
อาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นของกลยุทธ์
การบริหารจัดการน้ำและความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

โครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เพื่อตรวจวัด
ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำ
ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน
เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์
และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งแสดงถึง
ความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการดูแลแหล่งน้ำ เสริมสร้างความพร้อม
และความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชนและสังคม ไทยเบฟ
ได้สนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 72 สถานี
ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบัน
สารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.
เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส
พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ โครงการ
ดังกล่าวมีเป้าหมายในการจัดการน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ
ของประเทศไทย ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ครอบคลุม
11 จังหวัด โดยสถานีโทรมาตรอัตโนมัติทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูล
สภาพอากาศ ระดับน้ำ และปริมาณน้ำฝน แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์
คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแอปพลิเคชัน ThaiWater เพื่อใช้ในการ
ติดตามสถานการณ์และรับมือภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การติดตาม
ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ”
เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้ระบบโทรมาตรและข้อมูล
อุทกวิทยาในการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำอย่างแม่นยำและ
การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การอบรมมีผู้เข้าร่วมจำนวน
40 คน จากหลายกลุ่มธุรกิจของไทยเบฟ รวมถึงเจ้าหน้าที่จาก
ThaiBev Situation Room (TSR) หรือศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ
ของไทยเบฟ และทีมพัฒนาชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการ
เสริมสร้างศักยภาพภายในองค์กรให้สามารถบริหารจัดการ
ความเสี่ยงด้านน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ