การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ 2568
หน้าแรก / ธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ
การจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ด้วยตระหนักถึงบทบาทสำคัญของคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจในด้าน การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไทยเบฟจึงให้ความสำคัญกับการสร้างห่วงโซ่อุปทาน ที่ยืดหยุ่นและสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสอดคล้องกับทิศทาง การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก ไทยเบฟมุ่งมั่นในการ บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางอ้อมอื่น ๆ (ขอบเขตที่ 3) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญที่สุดของการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดขององค์กร

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไทยเบฟมุ่งเน้นการพัฒนาคู่ค้า และบูรณาการ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเข้มแข็งในทุกขั้นตอน ของกระบวนการจัดซื้อ และการคัดเลือกคู่ค้า เราทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยจัดให้มีการฝึกอบรมเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินการจัดทำบัญชี ก๊าซเรือนกระจกและปฏิบัติตามมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการเกณฑ์ ESG เข้ากับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ช่วยให้ไทยเบฟมั่นใจว่าคู่ค้าไม่เพียงปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและยึดหลักจริยธรรม ทางธุรกิจ

ไทยเบฟยึดถือแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ (Supplier and Business Partner Code of Practice) โดยครอบคลุมสาระสำคัญในการบริหาร จัดการก๊าซเรือนกระจกไปจนถึงเกณฑ์การจ้างงานที่เป็นธรรม นอกจากนี้ ไทยเบฟ ยังคัดกรองและประเมินคู่ค้าทั้งหมดโดยใช้เกณฑ์ด้าน ESG เพื่อให้สอดคล้องกับ แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของไทยเบฟและลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลเสีย ต่อสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และจริยธรรมทางธุรกิจ ทั้งนี้ด้วยความร่วมมือ อันแข็งแกร่ง ไทยเบฟจึงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน มีความรับผิดชอบ และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของไทยเบฟอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแลของคณะกรรมการจัดหาวัตถุดิบหลัก (Group Procurement Committee หรือ GPC) ซึ่งรายงานต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมถึงคณะกรรมการบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยงของบริษัท โครงสร้างการกำกับดูแลนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีการกำกับดูแล เชิงกลยุทธ์ในด้านการมีส่วนร่วมของคู่ค้า การปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ ESG และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ไทยเบฟคำนึงถึงประเด็นสำคัญ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 5 ประการ ได้แก่ กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการน้ำ สิทธิมนุษยชน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และจริยธรรม ทางธุรกิจ

หมุดหมายสำคัญในปี 2568 ไทยเบฟขยายกรอบการกำกับดูแล ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ไปยังการดำเนินงาน ในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมา ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ กรอบการดำเนินงานนี้ เป็นมาตรฐานกลางของกลุ่มไทยเบฟ ที่กำหนดให้คู่ค้าทุกราย ต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ไทยเบฟได้วางระบบการดำเนินงานที่สอดคล้องกันสำหรับ การคัดกรองคู่ค้า (Supplier Screening) การประเมินคู่ค้า (Supplier Assessment) และการพัฒนาคู่ค้า (Supplier Development) เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถระบุ ติดตามผล และพัฒนาคู่ค้ารายสำคัญ รวมถึงคู่ค้าที่มีแนวโน้มความเสี่ยง ด้าน ESG สูงได้อย่างต่อเนื่องด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ไทยเบฟร่วมมือกับคู่ค้าที่มีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเป็นคู่ค้าสินค้าวัตถุดิบหลัก โดยการสนับสนุนให้คู่ค้า มีความสามารถด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก (GHG Accounting) และการเปิดเผยข้อมูล ช่วยให้สามารถ วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงวางกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไทยเบฟมั่นใจว่าความก้าวหน้าของคู่ค้า สอดคล้องกับการปฏิบัติตามข้อกำหนด และช่วยขับเคลื่อน เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 รวมถึง เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทยเบฟ
ประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของไทยเบฟมุ่งเน้น ที่เสาหลัก 3 ประการเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาว ในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน

1. การจัดซื้อจัดจ้างแบบรวมศูนย์
แนวทางการบริหารงานแบบรวมศูนย์ช่วยให้ไทยเบฟสามารถ บูรณาการกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ นอกจากจะช่วยให้การใช้ทรัพยากรมี ประสิทธิภาพและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความโปร่งใส การกำกับดูแลที่เข้มแข็ง และการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างสม่ำเสมอตลอดห่วงโซ่อุปทาน

2. การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน
ไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะจัดหาสินค้าและบริการอย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนสอดคล้อง กับค่านิยมของไทยเบฟ ในการคัดเลือกวัตถุดิบ ไทยเบฟใช้ เกณฑ์ด้าน ESG เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 และสนับสนุนแนวทางเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน เสาหลักนี้ยัง มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าที่ใส่ใจในการลดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมทางธุรกิจ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าเชิงกลยุทธ์
ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับ คู่ค้า ไทยเบฟจึงมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระยะยาว ไทยเบฟ ผสานการทำงานเชิงรุกกับคู่ค้าเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา อย่างยั่งยืน เปิดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ และมั่นใจว่าคู่ค้า ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายของไทยเบฟในการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมความรับผิดชอบ ต่อสังคม การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจช่วยสร้างคุณค่า และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างของไทยเบฟยึดตามวัตถุประสงค์หลัก ด้าน ESG

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3

ไทยเบฟตระหนักถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ว่าเป็นสัดส่วนหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยประเภทที่ 1 (การซื้อสินค้าและบริการ) เป็นแหล่งที่มีการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด เราจึงสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและ บูรณาการเกณฑ์เรื่องคาร์บอนไว้ในกระบวนการจัดซื้อจัดหา เพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนที่มีผลกระทบมากที่สุด โดยให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง แนวทางของไทยเบฟคือการพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากคู่ค้า เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และบริหารจัดการจุดที่ปล่อย ก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยเบฟกำหนด ให้คู่ค้าในกลุ่มวัตถุดิบหลักต้องเปิดเผยข้อมูลและจัดทำแผนลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเชื่อมโยงผลการดำเนินงานของคู่ค้า เข้ากับการพิจารณาปัจจัยด้านความยั่งยืนในการคัดเลือกคู่ค้า มาตรการเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ไทยเบฟบรรลุเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ไทยเบฟนำหลักเกณฑ์ด้าน ESG มาใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดหา แบบครบวงจร เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามข้อกำหนดและ ลดผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เหลือน้อยที่สุด คู่ค้าของ ไทยเบฟทุกรายต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจของไทยเบฟ คู่ค้าทั้งหมดต้องผ่าน กระบวนการคัดกรอง โดยเกณฑ์การประเมินคู่ค้ารายสำคัญ เป็นไปตามเกณฑ์ด้าน ESG และยังมีการติดตามผลการดำเนินงาน ไทยเบฟเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ในการ ตรวจสอบย้อนกลับด้วยการพัฒนาข้อมูลของคู่ค้าทุกระดับ ทั้งด้านความสมบูรณ์และคุณภาพ ซึ่งช่วยให้ระบุความเสี่ยง ทางด้าน ESG ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถบรรเทาผลกระทบได้อย่าง ตรงเป้าหมาย รวมไปถึงการรายงานที่โปร่งใสมากขึ้น ซึ่งสนับสนุน การจัดซื้อจัดหาอย่างรับผิดชอบและมีความยืดหยุ่นในระยะยาว

แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน
แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการจัดการห่วงโซ่อุปทานของ ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นแรก การคัดกรองคู่ค้า โดยพิจารณาตามความเกี่ยวข้องทางธุรกิจและเกณฑ์ด้าน ESG เพื่อระบุคู่ค้ารายสำคัญและคู่ค้าที่มีแนวโน้มความเสี่ยงสูง ขั้นที่สอง การประเมินคู่ค้าที่มีผลกระทบสูงต่อห่วงโซ่อุปทานโดยครอบคลุม ทั้งการตรวจเอกสารและตรวจเยี่ยมสถานที่ปฏิบัติงาน โดยยึดมาตรฐานด้าน ESG และขั้นสุดท้าย การพัฒนาคู่ค้า โดยมุ่งเน้นไปยังคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง ด้วยการสนับสนุนและ ให้คำแนะนำเฉพาะด้าน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้าน ESG ซึ่งสร้างความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เป้าหมาย


เป้าหมายของกลุ่มไทยเบฟ เป้าหมายของประเทศไทย
  • 100% ของคู่ค้าของไทยเบฟรับทราบและยอมรับแนวทางปฏิบัติ สำหรับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ภายในปี 2573
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สำหรับทางอ้อมอื่น ๆ (ขอบเขตที่ 3) ภายในปี 2593
  • 100% ของวัตถุดิบหลักทางการเกษตร (เช่น ข้าวมอลต์ ฮอปส์ น้ำตาล ปลายข้าว ใบชา และน้ำมันปาล์ม) มาจากการ จัดซื้อจัดจ้างอย่างมีความรับผิดชอบ ภายในปี 2568
  • 100% ของคู่ค้ากลุ่มกลยุทธ์ (Strategic Suppliers) จัดทำ และบังคับใช้แนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้าของตนเอง ภายในปี 2573
  • 100% ของคู่ค้าที่มีการซื้อขาย (Active Suppliers) จะได้รับ การประเมินและตรวจสอบความเสี่ยงด้านความยั่งยืน หรือใช้ฐานข้อมูลความเสี่ยงจากองค์กรอิสระ ภายในปี 2573
คำนิยาม
  • คู่ค้าที่มีการซื้อขาย (Active Suppliers) หมายถึง คู่ค้าที่ทำธุรกรรมทางธุรกิจกับไทยเบฟในปีที่มีการรายงาน โดยมีมูลค่าการทำธุรกรรมรวม ขั้นต่ำ 100,000 บาทต่อปี
  • คู่ค้ากลุ่มกลยุทธ์ (Strategic Suppliers) หมายถึง คู่ค้าที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการที่มีผลกระทบสูงต่อศักยภาพในการทำกำไรของบริษัท และมีความเสี่ยงด้านอุปทานสูง โดยอ้างอิงตามหลักการ Kraljic Matrix
แนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
มาตรฐาน ISO 20400 แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน
กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

การจัดซื้อจัดจ้าง แบบรวมศูนย์

การบริหารความสัมพันธ์ กับคู่ค้าเชิงกลยุทธ์

การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน
นโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน

แนวทางปฏิบัติ สำหรับคู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ

แนวทางปฏิบัติเรื่อง เกษตรกรรมยั่งยืน

แนวทางปฏิบัติ เรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน

แนวทางปฏิบัติเรื่อง การดัดแปลงพันธุกรรม

นโยบาย ด้านสิทธิมนุษยชน

นโยบาย ด้านสิ่งแวดล้อม
วัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืน (ESG)

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 3

การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
การบูรณาการปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้าไปสู่การจัดซื้อจัดจ้าง
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
แพลตฟอร์มภายในองค์กร

แพลตฟอร์มภายนอกองค์กร

โครงการสำคัญ

เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) และโครงการพัฒนาคู่ค้า
การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกอย่างถูกต้องและแม่นยำเป็น กลยุทธ์สำคัญของไทยเบฟในการมุ่งสู่ความเป็นองค์กรที่ปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพราะช่วยให้คู่ค้าสามารถคำนวณ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปิดเผยข้อมูลการปล่อย ก๊าชเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 รวมถึงออกแบบมาตรการลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญ กับคู่ค้าสินค้าวัตถุดิบหลักระดับเริ่มต้น (Beginner) ซึ่งต้องเข้าร่วม โครงการฝึกอบรมการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกที่จัดขึ้น โดยเครือข่าย TSCN ซึ่งหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ เพื่อส่งเสริม การแลกเปลี่ยนความรู้และใช้แนวทางที่สอดคล้องกันระหว่าง อุตสาหกรรมต่าง ๆ

เพื่อส่งเสริมความต่อเนื่องจากการอบรมด้านการจัดทำบัญชี ก๊าซเรือนกระจก เครือข่าย TSCN จัดหลักสูตรออนไลน์ในหัวข้อ ด้าน ESG ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นใน อนาคต เช่น การเตรียมพร้อมรับมือภาษีคาร์บอน การออกแบบ ผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนและเจาะลึกการประเมินวัฏจักรชีวิต ผลิตภัณฑ์ การดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต และการก้าวสู่พลังงาน แห่งอนาคตเพื่อปรับตัวธุรกิจสู่ความยั่งยืน หลักสูตรเหล่านี้ ช่วยเสริมศักยภาพให้คู่ค้าสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนด ด้านความยั่งยืน และดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์


นอกจากนั้นเครือข่าย TSCN ยังขยายไปจัดงานประชุม Business Partner Conference ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เป็นประจำ ทุกปี สำหรับปี 2568 จัดในหัวข้อ ปรับแนวคิด พลิกธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนโลก ซึ่งต่อยอดจากการเสวนาในปี 2567 และเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับ CEO ได้แลกเปลี่ยนแนวคิด นวัตกรรม และแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนร่วมกับคู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ภายในงาน SX2025 ยังมีการมอบรางวัลด้านความยั่งยืน เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (SX TSCN Sustainability Award) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เพื่อเชิดชูคู่ค้า ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเกณฑ์การคัดเลือกมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้เพื่อ สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ คู่ค้าที่ได้รับรางวัลจะสามารถ แสดงผลงานที่นิทรรศการของเครือข่าย TSCN และเผยแพร่ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของเครือข่าย TSCN

ในปี 2568 ไทยเบฟได้ขยายขอบเขตของโครงการประกาศ เกียรติคุณคู่ค้าจากเดิมที่มีเฉพาะคู่ค้าในประเทศไทยและ ประเทศมาเลเซีย ไปยังคู่ค้าในประเทศเวียดนาม ซึ่งสะท้อน ถึงการเติบโตและการขยายตัวของไทยเบฟในระดับภูมิภาค รางวัลนี้ยกย่องคู่ค้าที่มีความเป็นเลิศและมีนวัตกรรมโดดเด่น พร้อมทั้งประเมินการเปิดเผยข้อมูลก๊าซเรือนกระจก และความมุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์ รวมถึงบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ ในรางวัลนี้ ซึ่งช่วยตอกย้ำา ความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในฐานะ ตัวชี้วัดหลักในด้านความเป็นเลิศของคู่ค้า

โดยรวมแล้ว โครงการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเครือข่าย TSCN และโครงการพัฒนาคู่ค้าของไทยเบฟ ช่วยกันขับเคลื่อน การสร้างองค์ความรู้ ยกย่องความสำเร็จ และเสริมสร้าง ความรับผิดชอบร่วมกันในห่วงโซ่อุปทาน แนวทางความร่วมมือ เชิงรุกนี้มีบทบาทสำคัญในการพาไทยเบฟและคู่ค้าทั้งห่วงโซ่ อุปทาน ก้าวสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์อย่างยั่งยืน.

การจัดกลุ่มและสร้างการมีส่วนร่วมของคู่ค้าเพื่อลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (ขอบเขตที่ 3)
การซื้อสินค้าและบริการ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 เป็นแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากที่สุดของห่วงโซ่คุณค่า ของไทยเบฟ ไทยเบฟได้ระบุบรรจุภัณฑ์หลัก 4 ประเภท ได้แก่ ขวดแก้ว กล่องกระดาษลูกฟูก ขวดพลาสติก PET กระป๋อง อะลูมิเนียม รวมถึงวัตถุดิบหลักทางการเกษตร เช่น ข้าวมอลต์ น้ำตาล ข้าว น้ำมันปาล์ม และใบชา ซึ่งจัดเป็นกลุ่มสินค้าวัตถุดิบหลัก (Key Commodities) เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของไทยเบฟ

ไทยเบฟแบ่งกลุ่มคู่ค้าของสินค้าวัตถุดิบหลักทั้งหมด ออกเป็น 4 กลุ่ม ตามศักยภาพในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ ระดับเริ่มต้น (Beginner) ระดับมีศักยภาพ (Competence) ระดับต้นแบบ (Role Model) และระดับผู้นำ (Leader) การจัดกลุ่มนี้ช่วยให้ไทยเบฟ สามารถออกแบบแนวทางการมีส่วนร่วมและพัฒนาคู่ค้าแต่ละระดับ อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมด้านการจัดทำบัญชี ก๊าซเรือนกระจก การเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงความร่วมมือในการพัฒนาโครงการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3

ในปี 2568 การดำเนินงานของไทยเบฟในประเทศไทย ได้ทำการจัดกลุ่มคู่ค้าของสินค้าวัตถุดิบหลักทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 58 ของมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี ในบรรดาคู่ค้าของสืนค้าวัสถุดิบหลักเหล่านี้ คู่ค้าระดับเริ่มต้นผ่านการอบรมด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกแล้ว คู่ค้าระดับต้นแบบ และระดับผู้นำทุกราย มีการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศุนย์แนวทางที่เป็นระบบนี้ไม่เพียงช่วยให้เรามีส่วนร่วมกับกับคู่ค้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก้ท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้าง และสนับสนุนเส้นทางสู้่เป้าหมายองคฝ์กรปลอดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ระยะยาวของไทยเบฟอีกด้วย
หมายเหตุ: วงกลมสีเขียว หมายถึง มี และ วงกลมสีแดง หมายถึง ไม่มี

ความร่วมมือด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืนเพื่อการปรับตัว ให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ
ไทยเบฟส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนด้วยการจัดหาวัตถุดิบ อย่างมีความรับผิดชอบ การพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าและให้ ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ (water-stress area) ในปี 2568 ไทยเบฟจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรอย่างมี ความรับผิดชอบครบทุกรายการ พร้อมทั้งยกระดับผลการดำเนินงาน ของคู่ค้าผ่านการมีส่วนร่วมแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายและ การกำกับติดตามด้วยข้อมูลเชิงลึก

ไทยเบฟจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตร ได้แก่ ข้าวมอลต์ ฮอปส์ น้ำตาล ปลายข้าว ใบชา และน้ำมันปาล์ม ภายใต้มาตรฐานระดับสากล ได้แก่ Bonsucro, RSPO, FSA, SAI Platform, SEDEX/SMETA และ Rainforest Alliance ข้อกำหนดเหล่านี้ถูกบูรณาการเข้าสู่ กระบวนการคัดกรองคู่ค้า การประเมิน และการเสนอราคา เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ไทยเบฟสนับสนุนการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและการเปิดเผย ข้อมูลของคู่ค้าเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของคู่ค้าที่มีความสำคัญ ในปี 2568 บริษัท คริสตอลลา จำกัด ซึ่งเป็นคู่ค้าน้ำตาลรายสำคัญ ได้พัฒนาจากระดับเริ่มต้นไปสู่ระดับมีศักยภาพ หลังจากเข้าร่วม อบรมการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและการยกระดับคุณภาพข้อมูล ที่เปิดเผยร่วมกับไทยเบฟ นอกเหนือจากคู่ค้าทางตรง (Tier 1) ไทยเบฟยังสนับสนุนชุมชนกับเกษตรกรที่เป็นคู่ค้าทางอ้อม (Non-tier 1) ในห่วงโซ่คุณค่าของไร่อ้อยและโรงเบียร์ โดยมุ่งเน้น แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับการบริหารจัดการน้ำ และแนวทางการฟื้นฟูและเสริมสร้างคุณภาพของดิน ซึ่งช่วยลด การพึ่งพาปัจจัยการผลิตและเสริมสร้างการดำรงชีวิต

เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับความเสี่ยงเรื่องน้ำ ในภูมิภาคที่จัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตร ไทยเบฟร่วมมือกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อใช้ระบบโทรมาตรอัตโนมัติสำหรับการติดตามภัยพิบัติทางน้ำ และการเฝ้าระวังน้ำท่วม ระบบนี้ขยายไปยังพื้นที่เพาะปลูกของคู่ค้า ที่ระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ ทำให้สามารถติดตาม ระดับน้ำได้อย่างต่อเนื่องและใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การดำเนินการเหล่านี้ช่วยเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับ ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปกป้องวัตถุดิบให้มีผลผลิต อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการสนับสนุนเกษตรกร

มาตรการทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าวัตถุดิบหลักทางการเกษตรของ ไทยเบฟได้รับการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ มีการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ และมีศักยภาพรองรับผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งช่วยสร้างผลลัพธ์ด้าน สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และสนับสนุนความก้าวหน้าในการบริหารจัดการการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังบูรณาการผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เข้ากับกระบวนการคัดเลือกคู่ค้า เพื่อกระตุ้นให้คู่ค้าพัฒนา ประสิทธิภาพด้านความยั่งยืน กลุ่มคู่ค้าสินค้าวัตถุดิบหลักต้อง เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะใกล้ ข้อมูล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ถือเป็น ปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกคู่ค้า โดยคู่ค้าที่มีผลการดำเนินงาน โดดเด่นจะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก
ความสำเร็จ
ไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยึดถือวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ดังต่อไปนี้
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3
100%
ของคู่ค้าสินค้าวัตถุดิบหลัก (Key Commodity Suppliers) อยู่ภายใต้ กระบวนการจัดกลุ่มและการจัดทำข้อมูล ก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3
100%
ของคู่ค้าสินค้าวัตถุดิบ หลักในประเทศไทยที่ถูกจัดระดับเป็น ระดับเริ่มต้น และระดับมีศักยภาพอยู่ ในโครงการพัฒนาคู่ค้า
44%
ของคู่ค้าระดับเริ่มต้น ในประเทศไทยได้พัฒนาเป็นคู่ค้า ระดับมีศักยภาพ
47%
ของคู่ค้าสินค้าวัตถุดิบหลัก ได้มีการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก หรือเป้าหมายการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
100%
ของวัตถุดิบหลักทาง การเกษตรของประเทศไทยมีการติดตาม และคำนวณปริมาณน้ำที่ใช้
การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
94%
ของการจัดซื้อจัดจ้าง มาจากคู่ค้าภายในประเทศ ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
100%
ของคู่ค้าที่มี การซื้อขายในกลุ่มไทยเบฟ (Active Suppliers) ผ่านกระบวนการคัดกรอง
100%
ของคู่ค้าที่มี ผลกระทบสูงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Significant Suppliers) ผ่านการประเมินด้วยหลักเกณฑ์ด้าน ESG
100%
ของคู่ค้าทางตรง (Tier 1 Suppliers) ในประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ รับทราบและยอมรับแนวทางปฏิบัติ สำหรับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ของไทยเบฟ
100%
ของคู่ค้ากลุ่มกลยุทธ์ ในประเทศไทย (Strategic Tier 1 Supplier) มีการจัดทำแนวทางปฏิบัติ สำหรับคู่ค้าของตนเอง
ก้าวสู่อนาคต
ไทยเบฟมีแผนจะดำเนินการตามวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนในการจัดการห่วงโซ่อุปทานทั้งกลุ่ม โดยเริ่มที่ตลาดสำคัญ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมา ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ เพื่อให้กลยุทธ์การมีส่วนร่วมกับคู่ค้าในแต่ละประเทศ สอดคล้องกันตลอดทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการบูรณาการหลักการ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล (ESG) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่สำคัญ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เป้าหมายในอนาคตคือการพัฒนาและการมีส่วนร่วมของคู่ค้าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์ ไทยเบฟมีเป้าหมายที่จะยกระดับคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง จากระดับเริ่มต้น ไปสู่ระดับมีศักยภาพ และระดับต้นแบบ การมีส่วนร่วม อย่างสม่ำเสมอจะเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มความสามารถในการติดตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบหลัก และให้ครอบคลุมทั่วทั้งกลุ่มธุรกิจไทยเบฟ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ในรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2568