โครงการพลังงานหมุนเวียน
โครงการพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความพยายามระดับสากลในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงลดการ
ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการใช้พลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต โครงการต่าง ๆ ต่อไปนี้มีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย
พลังงานหมุนเวียน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ครอบคลุมการติดตั้งแผงพลังงาน
แสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร และแผงพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ
ในประเทศไทย เมียนมา เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ซึ่งรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดทั้งสิ้น 87.51 เมกะวัตต์ (MWp)
ในปี 2568 แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งสามารถผลิตไฟฟ้า
ได้ 82,352 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย
จากการซื้อไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Grid) ได้ถึง
301.68 ล้านบาทและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 41,178
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
โรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
ในปี 2568 ไทยเบฟได้ก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ 3 แห่ง
ได้แก่ โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่ โรงงานสุรามงคลสมัย
จังหวัดอุตรดิตถ์ และโรงงานหลักชัยค้าสุรา จังหวัดราชบุรี
ด้วยเงินลงทุนทั้งหมด 476.74 ล้านบาท โครงการนี้คาดว่า
จะสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเตาสำหรับการผลิตไอน้ำได้ถึง
1.17 ล้านลิตรต่อปี คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 19.8 ล้านบาทต่อปี
และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3,313 ตัน
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ปัจจุบัน ไทยเบฟมีโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรวม 13 แห่ง
ที่โรงงานสุรา ซึ่งใช้น้ำกากส่าที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต
แอลกอฮอล์ และยังมีโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอีก 3 แห่ง
ที่โรงงานเบียร์ ที่นำก๊าซมีเทนที่ดักเก็บจากระบบบำบัดน้ำเสียมาใช้
สำหรับการผลิตไอน้ำ ซึ่งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมด
ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้สามารถลดการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 47,498 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานประมาณ 283.82 ล้านบาท
โครงการเครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวล
ปัจจุบัน ไทยเบฟมีเครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวลจำนวน 2 แห่งในประเทศไทยและเมียนมา เครื่องกำเนิดไอน้ำเหล่านี้
ใช้สารอินทรียวัตถุ เช่น เศษไม้ ขี้เลื่อย แกลบ และกะลาปาล์มเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังได้รับการออกแบบให้สามารถใช้เศษฉลาก
ตะกอนจากกระบวนการบำบัดน้ำเสีย และกากใบชาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไอน้ำทดแทนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อีกด้วย
เครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวลดังกล่าวสามารถผลิตพลังงานความร้อนได้ 1,016,650,800 เมกะจูล (MJ) ซึ่งนำไปสู่การลด
การใช้น้ำมันเตาและถ่านหินสำหรับการผลิตไอน้ำลงได้ 1.10 ล้านลิตร และ 37.67 ล้านกิโลกรัมต่อปี ทำให้สามารถลดการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 95,276 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ เครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวลดังกล่าว
ยังช่วยลดปริมาณขยะที่นำไปฝังกลบได้อีกด้วย
การนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยทิ้งมาใช้ประโยชน์
โรงงานเบียร์ของไทยเบฟทุกแห่งในประเทศไทย เวียดนาม
และเมียนมา ได้มีการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide:
CO2) ที่ปล่อยทิ้งกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยการดักจับ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหมักในการผลิต
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับมาใช้ในการผลิตเบียร์ และเครื่องดื่ม
อัดลม เช่น โซดาและเบียร์ โครงการนี้สามารถลดค่าใช้จ่าย
ด้านพลังงานประมาณ 279.42 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกได้ 46,569 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ในปี 2568
โครงการระบบเผาก๊าซแบบปิด
ไทยเบฟได้ลงทุน 24.35 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการเผา
ก๊าซชีวภาพส่วนเกิน จากระบบเผาก๊าซแบบเปิด (Open flare
system) เป็นระบบเผาก๊าซแบบปิด (Enclosed flare system)
เพื่อลดการรั่วไหลของก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก
ที่มีศักยภาพสูงชนิดหนึ่งและการเปลี่ยนมาใช้ระบบเผาก๊าซแบบปิด
ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 76,265
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2568
รถยกไฟฟ้า
ไทยเบฟนำรถยกไฟฟ้ามาใช้แทนรถยกที่ใช้น้ำมันดีเซลและ
ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) รถยกไฟฟ้า
เหล่านี้สามารถช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลได้ประมาณ 5,700 ลิตร
และลดการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวได้ 134,632 กิโลกรัมต่อปี
และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ
446 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ยุทธศาสตร์วันโลจิสติกส์ (One logistics)
ยุทธศาสตร์วันโลจิสติกส์เป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ของไทยเบฟ
ที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
ด้านโลจิสติกส์ โครงการนี้เกิดจากการผสานการร่วมมือกันของ
กิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ รวมถึงการวางแผน
การจัดการคำสั่งซื้อ การจัดเก็บสินค้า และการขนส่ง โดยดำเนินตาม
หลักการบูรณาการ การเพิ่มประสิทธิภาพ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ
ดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
โดยมีตัวชี้วัดหลักประกอบด้วยการปรับปรุงต้นทุน และการยกระดับ
คุณภาพการให้บริการ ด้วยการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ภายใต้โครงการนำร่อง “คลังสินค้าภายใต้หลังคาเดียวกัน”
(Single-Roof Warehouse) ของยุทธศาสตร์วันโลจิสติกส์
ในปี 2568 ได้ปรับย้ายแรงงานได้ถึงร้อยละ 10 ทำให้สามารถ
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานพร้อมเพิ่มพื้นที่คลังสินค้าได้ร้อยละ 21
และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 6,000 กิโลกรัม
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการลดการใช้ยานพาหนะ
โครงการนี้ดำเนินการโดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง
หน่วยงานขนส่งภายในเครือไทยเบฟ ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ
โลจิสติกส์ เสริมสุข โลจิสติกส์ ฮาวี แคชแวน เมเนจเม้นท์ เอฟแอนด์เอ็น
โลจิสติกส์ และทีมขาย ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการแบบบูรณาการ
ได้รวมคลังสินค้าในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดปราจีนบุรี
ภายใต้แนวคิด “คลังสินค้าภายใต้หลังคาเดียว” โดยมีแผนที่จะขยาย
ให้ครอบคลุมคลังสินค้ามากกว่า 20 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2573
ผลิตภัณฑ์คาร์บอนตำ

14
ผลิตภัณฑ์์ผ่านการรับรอง
การลดคาร์บอนฟุตพรินต์ (CFR)

49
ผลิตภัณฑ์์ได้การรับรองเครื่องหมาย
คาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์์ (CFP)
หมายเหตุ: เฉพาะกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น
การจัดการระบบปรับอากาศ
ในปี 2568 กลุ่มธุรกิจอาหารของไทยเบฟได้ริเริ่มโครงการจัดการ
ระบบปรับอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องปรับอากาศ
ภายในร้านอาหาร โดยใช้โปรแกรมอัตโนมัติและอุปกรณ์ที่สามารถ
ควบคุมการทำงานได้ด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้การตรวจสอบ
และจัดการระบบปรับอากาศได้ง่ายขึ้น โครงการนี้คาดว่าจะช่วยลด
การใช้ไฟฟ้าได้ 62,050 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ลดการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 26 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 310,250 บาท
โดยไม่กระทบกับความรู้สึกของลูกค้าภายในร้าน ปัจจุบันได้
ติดตั้งระบบแล้ว 3 สาขา และในปี 2569 มีแผนจะขยายอีก 20 สาขา
การอบรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานและเทคโนโลยีใหม่ให้มีประสิทธิภาพ
ไทยเบฟได้จัดการฝึกอบรมให้กับพนักงานโดยผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงาน
การจัดฝึกอบรมนี้จะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องพลังงาน
และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ในทุกกระบวนการทำงาน หัวข้อการฝึกอบรมประกอบด้วย
การจัดการพลังงาน การประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์หลัก
เช่น เครื่องอัดอากาศ และเครื่องกำเนิดไอน้ำ การบำรุงรักษาระบบ
ปรับอากาศอย่างเหมาะสม รวมถึงการคัดเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้า
ที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับใช้ในโรงงาน
โครงการประหยัดพลังงาน
ไทยเบฟได้ส่งเสริมการลงทุนในโครงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุดตามตัวอย่างโครงการต่อไปนี้

โครงการพัฒนาศักยภาพด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับคู่ค้า
ไทยเบฟร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริม
การพัฒนาคู่ค้าผ่านเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย
(Thailand Supply Chain Network หรือ TSCN) โดยจัดการ
อบรม/สัมมนาร่วมกับ Thailand Sustainability Academy (TSA)
เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่าน
สู่คาร์บอนต่ำ ในปี 2568 ไทยเบฟได้จัดหลักสูตรอบรมเรื่อง
“การทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก” สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทั้งขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ให้กับคู่ค้า โดยผู้เชี่ยวชาญ
ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และมีผู้เข้าร่วมกว่า 64 คน
จากหลายบริษัท เป้าหมายคือการให้คู่ค้ามีความรู้ในการทำบัญชี
ก๊าซเรือนกระจกและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากนี้ในปี 2568 ทาง TSA ยังให้การสนับสนุนโครงการพัฒนา
คู่ค้า โดยสร้างแพลตฟอร์มศูนย์กลางการฝึกอบรมสำหรับสมาชิก
เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) เพื่อให้เข้าใจ
แนวทางการลดคาร์บอนและสามารถนำไปปรับใช้ในกระบวนการ
ดำเนินงานของตัวเอง โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อทำให้
การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
โดยมีผู้ฝึกสอนที่ผ่านหลักสูตร Train the Trainer ของ TSA
ในปี 2567 และ 2568 รับหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้
ซึ่งในปี 2568 วางแผนจัดการฝึกอบรม 6 รุ่น มีคู่ค้าเข้าร่วม
กว่า 400 คน
โครงการป่าชุมชนร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
ไทยเบฟเข้าร่วมโครงการป่าชุมชนกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ริเริ่มโครงการฟื้นฟูป่าชุมชนในประเทศไทย
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการ
อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน ทำให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บ
คาร์บอนด้วยกลไกคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ ความร่วมมือดังกล่าว
มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้ สร้างความเข้มแข็ง
ให้ชุมชน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ิ
โครงการเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 และได้ขยายความร่วมมือ
มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 66,254 ไร่
ใน 12 จังหวัด โครงการนี้ผสานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
กับการพัฒนาชุมชน มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ของประเทศไทยและสนับสนุนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
ในปี 2568 ไทยเบฟได้รับมอบคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินการ
ในระยะที่ 1 จำนวน 29,219 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐาน
ของประเทศไทยภาคป่าไม้ (Thailand Voluntary Emission
Reduction Program: T-VER) โดยการได้รับคาร์บอนเครดิต
ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการดำเนินธุรกิจ
ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการลดผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบริษัทจะนำคาร์บอนเครดิต
ที่ได้รับไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต
และกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero)
ครอบคลุมขอบเขตที่ 1, 2 และ 3

รางวัลอาเซียน เอนเนอร์ยี อวอร์ด 2568
การประชุมอาเซียน เอนเนอร์ยี อวอร์ด ครั้งที่ 25 ได้จัดงาน
ประกาศผลผู้ชนะรางวัลอาเซียน เอนเนอร์ยี อวอร์ด 2568
ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
งานนี้จัดโดยศูนย์พลังงานอาเซียนโดยกระทรวงการเปลี่ยนผ่าน
พลังงานและปฏิรูปน้ำของประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ รางวัล
อาเซียน เอนเนอร์ยี อวอร์ด เป็นเกียรติยศที่ได้รับการยอมรับ
อย่างสูง เพื่อยกย่องการมีส่วนร่วมที่โดดเด่นในภาคพลังงาน
ทั่วทั้งภูมิภาค และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
ในการพัฒนาพลังงานอาเซียน
ในปี 2568 ไทยเบฟได้รับรางวัล ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่น
ของเราในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า:
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โครงการผลิตพลังงานทดแทน
ที่ใช้น้ำกากส่าจากการกลั่นสุราที่ผ่านระบบบำบัดเป็นเชื้อเพลิง:
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (สาขาปทุมธานี)
ก้าวสู่อนาคต
เพื่อช่วยบรรลุเป้าหมายระยะสั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 42 ในขอบเขตที่ 1 และ 2 และร้อยละ 25 ในขอบเขตที่ 3
ภายในปี 2573 (เมื่อเปรียบเทียบกับปีฐาน 2566) ไทยเบฟจึงได้ริเริ่มโครงการต่อไปนี้
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์
ในปี 2569 ไทยเบฟมีแผนติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย เวียดนาม และมาเลเซีย
โดยมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าที่ 12.84 เมกะวัตต์ (MWp) การลงทุนในโครงการนี้ประมาณ 165.62 ล้านบาท
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของบริษัท และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย
ด้านความยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร
โรงงานเครื่องกำเนิดไอน้ำจากเชื้อเพลิงชีวมวล
ไทยเบฟกำลังดำเนินการขยายโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลที่โรงงานเบียร์ไทย จังหวัดกำแพงเพชร
โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 ด้วยการลงทุนรวม 55 ล้านบาท โครงการนี้ได้รับการออกแบบ
เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไอน้ำประมาณร้อยละ 80 ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
31,589 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
ทยเบฟกำลังดำเนินการปรับปรุงโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่โรงงานสุรากระทิงแดง จังหวัดสมุทรสาคร
เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับการผลิตไอน้ำ โดยใช้เงินลงทุนรวม 277.51 ล้านบาท และคาดว่า
จะแล้วเสร็จภายในปี 2569 โครงการนี้ได้รับการออกแบบเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเตาในการผลิตไอน้ำ
3.50 ล้านลิตรต่อปี ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 78,735 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ในปี 2569/2570

โรงงานเครื่องกำเนิดไอน้ำและไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลและเชื้อเพลิงชีวภาพ
ไทยเบฟใช้เงินทุน 267.73 ล้านบาท ในการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำขนาด 35 ตัน และมีกังหันไอน้ำขนาด
1,400 กิโลวัตต์ ในประเทศเมียนมา ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2,923,200 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยใช้แกลบ
เป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังผลิตเม็ดเชื้อเพลิงแกลบภายในโรงงานเพื่อเป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคง
และยังสามารถใช้ก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียเป็นเชื้อเพลิงได้ด้วย โครงการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จ
ในปี 2569 ช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 0.4 ล้านลิตรต่อปี ลดการใช้ถ่านหินประมาณ 20 ล้านกิโลกรัม
ต่อปี ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 50,246 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 75 ล้านบาทต่อปี

เครื่องกำเนิดไอน้ำชีวมวลจากผงไบโอคาร์บอน
ในปี 2568 ไทยเบฟติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำชีวมวลที่โรงงานยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ แอนด์ ดิสทิลเลอรี่
จังหวัดนครปฐม โดยใช้ไบโอคาร์บอนชนิดผงเป็นเชื้อเพลิงแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยเงินลงทุน
56 ล้านบาท ซึ่งลดการใช้น้ำมันเตาได้ 2.1 ล้านลิตรต่อปี ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายประมาณ 38.64 ล้านบาทต่อปี
อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 6,495 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ระบบนวัตกรรมนี้ประกอบด้วยเครื่องจักรที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงแข็งบดละเอียด (Pulverized solid
fuel) ออกแบบตามมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง พร้อมระบบตรวจจับพารามิเตอร์และการทำงานของ
เครื่องกำเนิดไอน้ำอัตโนมัติที่ควบคุมโดยตัวควบคุมโปรแกรม (Programmable Logic Controller: PLC)
ช่วยให้การทำงานง่ายและมีประสิทธิภาพ

เครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG)
ไทยเบฟได้ลงทุนประมาณ 9 ล้านบาทในการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำจากก๊าซธรรมชาติเหลว
(Liquefied Petroleum Gas: LPG) ที่โรงงานเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในจังหวัดนครราชสีมา
ประเทศไทย เครื่องกำเนิดไอน้ำจากก๊าซธรรมชาติเหลวนี้สามารถทดแทนการใช้น้ำมันเตาในการผลิตไอน้ำ
โดยสามารถผลิตพลังงานความร้อนได้ 12,000,000 เมกะจูล และคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันเตาได้
266,498 ลิตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 408 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดค่าใช้จ่าย
ด้านพลังงานได้ประมาณ 1.71 ล้านบาทต่อปี

การมีส่วนร่วมของคู่ค้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ
กลยุทธ์ในการจัดการก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการพัฒนาคู่ค้าและการสร้าง
ความมีส่วนร่วมของคู่ค้าเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
โครงการนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้าในการคำนวณและบริหารจัดการการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกขององค์กร สนับสนุนให้คู่ค้าตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้อง
กับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ และเพิ่มความสามารถในการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ของวัตถุดิบหลักที่นำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น วัสดุของบรรจุภัณฑ์และผลิตผลทางการเกษตร
ไทยเบฟร่วมมือกับคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงอย่างใกล้ชิดเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เครื่องมือ
แนวทางการปฏิบัติที่ดีในกระบวนการผลิตเพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้เข้าสู่คาร์บอนต่ำ
ิ
นอกจากนี้ ไทยเบฟยังบูรณาการดัชนีวัดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการประเมินคู่ค้า
และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างความโปร่งใส ความสามารถในการปรับตัวและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของไทยเบฟ
|
| อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ในรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2568
|
 |
© สงวนลิขสิทธิ์ 2569 บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)