การพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ 2568
หน้าแรก / ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม
การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศและด้านพลังงาน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งอุณหภูมิของโลก ที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งนี้เป็นผลที่เกิดจากการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และการขยายตัว ของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดคลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และระดับน้ำทะเล ที่เพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพของมนุษย์ และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเร่งรัดการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ และในการจำกัดการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิโลกให้อยู่ในระดับไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ในบริบทดังกล่าว ประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการร่วมกันรับมือต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั้งในประเทศและทั่วโลก ไทยเบฟจึงได้ตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ครอบคลุมขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ภายในปี 2593 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว ไทยเบฟได้ดำเนินมาตรการและโครงการเชิงรุกหลากหลาย รูปแบบ อาทิ การเปลี่ยนไปใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ พลังงาน การส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า การสนับสนุนโครงการชดเชยคาร์บอน รวมถึงการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขอบเขตอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือและความพยายาม ของทุกภาคส่วนทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม ครอบคลุม และยั่งยืน
แนวทางการบริหารจัดการ
กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของไทยเบฟครอบคลุมเป้าหมายด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน รวมถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในขอบเขต ที่ 1, 2 และ 3 ภายในปี 2593 ภายใต้กลยุทธ์ “สรรสร้างการเติบโต ที่ยั่งยืน” ซึ่งจะช่วยให้ไทยเบฟสามารถขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนา ที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นในธุรกิจ ปกป้องสิ่งแวดล้อม สนับสนุน ชุมชนท้องถิ่นและยกระดับธรรมาภิบาล ไทยเบฟมุ่งมั่นในการ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเพิ่มการลงทุน ในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งบรรเทาและปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ บริษัทมั่นใจได้ว่าการลงทุน ด้านความยั่งยืนทั้งหมดสอดคล้องกับกลยุทธ์เชิงธุรกิจ เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องทางธุรกิจในระยะยาว พร้อมรักษา ผลประกอบการทางการเงินอย่างมั่นคง

แนวทางของไทยเบฟยังครอบคลุมถึงการสร้างความตระหนักรู้ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับกลุ่มคู่ค้าและพันธมิตร ที่เกี่ยวข้อง เราได้บูรณาการความเสี่ยงและโอกาสจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์และการดำเนินงาน ของเรา เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและชุมชน ที่เกี่ยวข้อง บริษัทนำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ในการเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทตามแนวทาง ของ Task Force on Climate-related Financial Disclosure (TCFD) และเนื่องจาก TCFD ได้ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล International Financial Reporting Standards (IFRS) ไทยเบฟจึงได้มีการรายงานความเสี่ยงและ โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามข้อกำหนด ของ IFRS S2 เพื่อให้เกิดความโปร่งใสกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ไทยเบฟตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่าทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต บางส่วนยังคงต้องพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่งผล ให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต เพื่อแก้ไขปัญหานี้ บริษัทได้จัดทำแผนบริหารจัดการเพื่อเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงาน หมุนเวียนและพลังงานคาร์บอนต่ำ เช่น ก๊าซชีวภาพ เชื้อเพลิง ชีวมวล และพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการปรับปรุง ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซในอนาคต และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนระยะยาว

เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม ไทยเบฟได้บูรณาการ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ และแรงจูงใจ ทางการเงินเข้าไปในเป้าหมายการปฏิบัติงานของพนักงาน รวมถึง ผู้บริหารระดับสูง โดยตัวชี้วัดในระดับองค์กรมุ่งเน้นการลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้เชื่อมโยงแรงจูงใจเข้ากับประสิทธิผลของ การบริหารประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยเสริมสร้างการบูรณาการ ด้านความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจและการบริหาร ผลการปฏิบัติงานทั่วทั้งองค์กร
การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร
เพื่อเร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขับเคลื่อนการลงทุน คาร์บอนต่ำ ไทยเบฟได้นำกลไกการกำหนดราคาคาร์บอนภายใน องค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP) มาใช้ เพื่อให้เข้าใจถึงมูลค่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งหมดของบริษัท โดยพิจารณาเปรียบเทียบ กับต้นทุนการดำเนินงาน อัตรากำไร และผลประกอบการโดยรวม และการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซคาร์บอน ต่อธุรกิจและกิจกรรมอื่น ๆ ของบริษัท รวมถึงความเสี่ยงและโอกาส ในการปรับเปลี่ยนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อ การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศและการลงทุนในเทคโนโลยี คาร์บอนต่ำและโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ ไทยเบฟใช้ราคาคาร์บอน ภายในองค์กร (ICP) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการลงทุน สินทรัพย์ถาวรในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และหลีกเลี่ยงการลงทุน สินทรัพย์ถาวรในโครงการที่มีการปล่อยก๊าซสูง กลยุทธ์นี้ยัง ครอบคลุมถึงกระบวนการจัดซื้อสินค้าอื่น ๆ ของบริษัทด้วย ไทยเบฟ ได้กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) เป็นราคาเงา (Shadow price) ที่ 20 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทต่อโครงการ ในช่วงปี 2563-2567 และ 32 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าสำหรับการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านบาทต่อโครงการ ในช่วงปี 2568-2573

เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ไทยเบฟได้กำหนดให้ใช้ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) สำหรับ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 แนวทางดังกล่าวช่วยให้องค์กรสามารถบริหาร จัดการความเสี่ยงเชิงรุกด้านต้นทุนจากกฎระเบียบในอนาคต ที่เกี่ยวข้องกับกลไกราคาคาร์บอน เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon tax) และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading Scheme: ETS)
การตรวจสอบพลังงาน
ไทยเบฟดำเนินการตรวจสอบการใช้พลังงานในแต่ละหน่วยธุรกิจ เพื่อประเมินและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ในกระบวนการต่าง ๆ รวมไปถึงการค้นหาแนวทางการลดการใช้ พลังงานโดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมหรือแหล่งพลังงานทางเลือก โดยแต่ละหน่วยธุรกิจจะมีคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน เพื่อประเมินการใช้พลังงานและหาวิธีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียนและ พลังงานทางเลือก หน่วยธุรกิจจะมีการรายงานการใช้พลังงานของ ตนเองต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และเข้าร่วมประเมินการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 โดยสมัครใจ ซึ่งรวมถึงการรับรองการจัดการพลังงาน จากหน่วยงานภายนอก และในปี 2568 มีโรงงานจำนวน 16 แห่ง ในไทยเบฟที่ได้รับการรับรอง ISO 50001 ไทยเบฟได้ใช้นวัตกรรม ในการพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อเสริมความได้เปรียบในการ แข่งขัน และปรับปรุงคุณภาพของสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของพนักงาน นอกจากนี้ ยังใช้นวัตกรรมในการช่วยการลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอีกด้วย ในปี 2568 เราใช้ งบประมาณ 679.86 ล้านบาท สำหรับโครงการประหยัดพลังงาน และโครงการพลังงานหมุนเวียน ดังนี้
  • โครงการพลังงานหมุนเวียน:
    การติดตั้งแผงพลังงาน แสงอาทิตย์ โรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และการใช้เชื้อเพลิง ชีวมวล มีส่วนสำคัญในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก:
    การติดตั้งเครื่องกำเนิด ไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการติดตั้ง ระบบเผาก๊าซแบบปิด (Enclosed flare system) แทนระบบ เผาก๊าซแบบเปิด (Open flare system) เพื่อลดการรั่วไหลของ มีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญส่งผลให้สามารถ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี
  • โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน:
    การลดการใช้ พลังงาน โดยการติดตั้งระบบมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง เพิ่มอัตราส่วนการนำน้ำคอนเดนเสทกลับมาใช้ใหม่และจัดการ ระบบปรับอากาศภายในอาคารให้เหมาะสม
การตั้งเป้าหมายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Science Based Target initiative)

ไทยเบฟได้รับการตรวจสอบและประกาศรับรองจากโครงการ ริเริ่มการตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามหลักการ ทางวิทยาศาสตร์ (Science Based Targets initiative: SBTi) จากการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระยะสั้นในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์ในระยะยาวในปี 2593 เป้าหมายแรกคือการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1) และทางอ้อม (ขอบเขตที่ 2) ลงร้อยละ 42 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางอ้อมอื่น ๆ (ขอบเขตที่ 3) ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 นอกจากนี้ ไทยเบฟมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์สำหรับขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ในปี 2593 เรามุ่งมั่นที่จะ บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยร่วมมือกับ คู่ค้าและพันธมิตรของเรา โดยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อนำ เทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ มาใช้เพื่อลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกร่วมกัน เรามั่นใจว่าด้วยความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน เราสามารถบรรลุเป้าหมายลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า
สำหรับก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือที่ไม่สามารถจัดการได้ ไทยเบฟจะใช้กระบวนการกำจัดคาร์บอนแบบถาวร ซึ่งอาจรวม เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) มาใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และโครงการแก้ปัญหาจากธรรมชาติที่ผ่านการรับรอง เช่น การปลูกป่าและฟื้นฟูป่า โดยคำนึงถึงความถาวร (Permanence) การเพิ่มเติมจากการดำเนินงานปกติ (Additionality) และผ่านการตรวจสอบติดตามอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล
หมายเหตุ: ไม่รวมการดำเนินงานภายใต้ F&N และกิจการใหม่ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 โดยไทยเบฟจะประเมินข้อมูลพื้นฐานและทบทวนเป้าหมาย เพื่อรวมการดำเนินงานของ F&N และกิจการใหม่ไว้ในปีงบประมาณ 2569
เป้าหมายปี 2573

42%
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง สําหรับขอบเขตที 1 และ 2 เมือเทียบกับปฐาน 2566

25%
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง สําหรับขอบเขตที 3 เมือเทียบกับปฐาน 2566

50%
ใช้พลังงานหมุนเวียน ภายในองค์กร ภายในป 2573
เป้าหมายปี 2593


ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของเราผ่านการรับรองโดยบุคคลภายนอกเป็นประจำทุกปี เพื่อประกอบการรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน รายละเอียด เพิ่มเติมสามารถดูได้ในรายงานการเปิดเผยข้อมูล International Financial Reporting Standards (IFRS) S2 ประจำปี 2568
โครงการสำคัญ

โครงการพลังงานหมุนเวียน
โครงการพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความพยายามระดับสากลในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการใช้พลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต โครงการต่าง ๆ ต่อไปนี้มีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย พลังงานหมุนเวียน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ครอบคลุมการติดตั้งแผงพลังงาน แสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร และแผงพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ ในประเทศไทย เมียนมา เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดทั้งสิ้น 87.51 เมกะวัตต์ (MWp) ในปี 2568 แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งสามารถผลิตไฟฟ้า ได้ 82,352 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย จากการซื้อไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Grid) ได้ถึง 301.68 ล้านบาทและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 41,178 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
โรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
ในปี 2568 ไทยเบฟได้ก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสุราธนภักดี จังหวัดเชียงใหม่ โรงงานสุรามงคลสมัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และโรงงานหลักชัยค้าสุรา จังหวัดราชบุรี ด้วยเงินลงทุนทั้งหมด 476.74 ล้านบาท โครงการนี้คาดว่า จะสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเตาสำหรับการผลิตไอน้ำได้ถึง 1.17 ล้านลิตรต่อปี คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 19.8 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3,313 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ปัจจุบัน ไทยเบฟมีโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรวม 13 แห่ง ที่โรงงานสุรา ซึ่งใช้น้ำกากส่าที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต แอลกอฮอล์ และยังมีโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอีก 3 แห่ง ที่โรงงานเบียร์ ที่นำก๊าซมีเทนที่ดักเก็บจากระบบบำบัดน้ำเสียมาใช้ สำหรับการผลิตไอน้ำ ซึ่งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมด ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้สามารถลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 47,498 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานประมาณ 283.82 ล้านบาท
โครงการเครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวล
ปัจจุบัน ไทยเบฟมีเครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวลจำนวน 2 แห่งในประเทศไทยและเมียนมา เครื่องกำเนิดไอน้ำเหล่านี้ ใช้สารอินทรียวัตถุ เช่น เศษไม้ ขี้เลื่อย แกลบ และกะลาปาล์มเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังได้รับการออกแบบให้สามารถใช้เศษฉลาก ตะกอนจากกระบวนการบำบัดน้ำเสีย และกากใบชาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไอน้ำทดแทนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อีกด้วย เครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวลดังกล่าวสามารถผลิตพลังงานความร้อนได้ 1,016,650,800 เมกะจูล (MJ) ซึ่งนำไปสู่การลด การใช้น้ำมันเตาและถ่านหินสำหรับการผลิตไอน้ำลงได้ 1.10 ล้านลิตร และ 37.67 ล้านกิโลกรัมต่อปี ทำให้สามารถลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 95,276 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ เครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงชีวมวลดังกล่าว ยังช่วยลดปริมาณขยะที่นำไปฝังกลบได้อีกด้วย

โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยทิ้งมาใช้ประโยชน์
โรงงานเบียร์ของไทยเบฟทุกแห่งในประเทศไทย เวียดนาม และเมียนมา ได้มีการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide: CO2) ที่ปล่อยทิ้งกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยการดักจับ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหมักในการผลิต เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับมาใช้ในการผลิตเบียร์ และเครื่องดื่ม อัดลม เช่น โซดาและเบียร์ โครงการนี้สามารถลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงานประมาณ 279.42 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกได้ 46,569 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2568
โครงการระบบเผาก๊าซแบบปิด
ไทยเบฟได้ลงทุน 24.35 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการเผา ก๊าซชีวภาพส่วนเกิน จากระบบเผาก๊าซแบบเปิด (Open flare system) เป็นระบบเผาก๊าซแบบปิด (Enclosed flare system) เพื่อลดการรั่วไหลของก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก ที่มีศักยภาพสูงชนิดหนึ่งและการเปลี่ยนมาใช้ระบบเผาก๊าซแบบปิด ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 76,265 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2568
รถยกไฟฟ้า
ไทยเบฟนำรถยกไฟฟ้ามาใช้แทนรถยกที่ใช้น้ำมันดีเซลและ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) รถยกไฟฟ้า เหล่านี้สามารถช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลได้ประมาณ 5,700 ลิตร และลดการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวได้ 134,632 กิโลกรัมต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 446 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ยุทธศาสตร์วันโลจิสติกส์ (One logistics)
ยุทธศาสตร์วันโลจิสติกส์เป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ของไทยเบฟ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้านโลจิสติกส์ โครงการนี้เกิดจากการผสานการร่วมมือกันของ กิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ รวมถึงการวางแผน การจัดการคำสั่งซื้อ การจัดเก็บสินค้า และการขนส่ง โดยดำเนินตาม หลักการบูรณาการ การเพิ่มประสิทธิภาพ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ ดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีตัวชี้วัดหลักประกอบด้วยการปรับปรุงต้นทุน และการยกระดับ คุณภาพการให้บริการ ด้วยการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้โครงการนำร่อง “คลังสินค้าภายใต้หลังคาเดียวกัน” (Single-Roof Warehouse) ของยุทธศาสตร์วันโลจิสติกส์ ในปี 2568 ได้ปรับย้ายแรงงานได้ถึงร้อยละ 10 ทำให้สามารถ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานพร้อมเพิ่มพื้นที่คลังสินค้าได้ร้อยละ 21 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 6,000 กิโลกรัม คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการลดการใช้ยานพาหนะ

โครงการนี้ดำเนินการโดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง หน่วยงานขนส่งภายในเครือไทยเบฟ ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์ เสริมสุข โลจิสติกส์ ฮาวี แคชแวน เมเนจเม้นท์ เอฟแอนด์เอ็น โลจิสติกส์ และทีมขาย ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการแบบบูรณาการ ได้รวมคลังสินค้าในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดปราจีนบุรี ภายใต้แนวคิด “คลังสินค้าภายใต้หลังคาเดียว” โดยมีแผนที่จะขยาย ให้ครอบคลุมคลังสินค้ามากกว่า 20 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2573
ผลิตภัณฑ์คาร์บอนตำ

14
ผลิตภัณฑ์์ผ่านการรับรอง การลดคาร์บอนฟุตพรินต์ (CFR)

49
ผลิตภัณฑ์์ได้การรับรองเครื่องหมาย คาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์์ (CFP)
หมายเหตุ: เฉพาะกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น

โครงการส่งเสริมใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการระบบปรับอากาศ
ในปี 2568 กลุ่มธุรกิจอาหารของไทยเบฟได้ริเริ่มโครงการจัดการ ระบบปรับอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องปรับอากาศ ภายในร้านอาหาร โดยใช้โปรแกรมอัตโนมัติและอุปกรณ์ที่สามารถ ควบคุมการทำงานได้ด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้การตรวจสอบ และจัดการระบบปรับอากาศได้ง่ายขึ้น โครงการนี้คาดว่าจะช่วยลด การใช้ไฟฟ้าได้ 62,050 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 26 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 310,250 บาท โดยไม่กระทบกับความรู้สึกของลูกค้าภายในร้าน ปัจจุบันได้ ติดตั้งระบบแล้ว 3 สาขา และในปี 2569 มีแผนจะขยายอีก 20 สาขา
การอบรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานและเทคโนโลยีใหม่ให้มีประสิทธิภาพ ไทยเบฟได้จัดการฝึกอบรมให้กับพนักงานโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงาน การจัดฝึกอบรมนี้จะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในทุกกระบวนการทำงาน หัวข้อการฝึกอบรมประกอบด้วย การจัดการพลังงาน การประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์หลัก เช่น เครื่องอัดอากาศ และเครื่องกำเนิดไอน้ำ การบำรุงรักษาระบบ ปรับอากาศอย่างเหมาะสม รวมถึงการคัดเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับใช้ในโรงงาน
โครงการประหยัดพลังงาน
ไทยเบฟได้ส่งเสริมการลงทุนในโครงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุดตามตัวอย่างโครงการต่อไปนี้


โครงการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
โครงการพัฒนาศักยภาพด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับคู่ค้า
ไทยเบฟร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริม การพัฒนาคู่ค้าผ่านเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network หรือ TSCN) โดยจัดการ อบรม/สัมมนาร่วมกับ Thailand Sustainability Academy (TSA) เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่าน สู่คาร์บอนต่ำ ในปี 2568 ไทยเบฟได้จัดหลักสูตรอบรมเรื่อง “การทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก” สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ให้กับคู่ค้า โดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และมีผู้เข้าร่วมกว่า 64 คน จากหลายบริษัท เป้าหมายคือการให้คู่ค้ามีความรู้ในการทำบัญชี ก๊าซเรือนกระจกและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ในปี 2568 ทาง TSA ยังให้การสนับสนุนโครงการพัฒนา คู่ค้า โดยสร้างแพลตฟอร์มศูนย์กลางการฝึกอบรมสำหรับสมาชิก เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) เพื่อให้เข้าใจ แนวทางการลดคาร์บอนและสามารถนำไปปรับใช้ในกระบวนการ ดำเนินงานของตัวเอง โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อทำให้ การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีผู้ฝึกสอนที่ผ่านหลักสูตร Train the Trainer ของ TSA ในปี 2567 และ 2568 รับหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ซึ่งในปี 2568 วางแผนจัดการฝึกอบรม 6 รุ่น มีคู่ค้าเข้าร่วม กว่า 400 คน
โครงการป่าชุมชนร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
ไทยเบฟเข้าร่วมโครงการป่าชุมชนกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ริเริ่มโครงการฟื้นฟูป่าชุมชนในประเทศไทย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการ อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน ทำให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บ คาร์บอนด้วยกลไกคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ ความร่วมมือดังกล่าว มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้ สร้างความเข้มแข็ง ให้ชุมชน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ิ

โครงการเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 และได้ขยายความร่วมมือ มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 66,254 ไร่ ใน 12 จังหวัด โครงการนี้ผสานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กับการพัฒนาชุมชน มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของประเทศไทยและสนับสนุนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ในปี 2568 ไทยเบฟได้รับมอบคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินการ ในระยะที่ 1 จำนวน 29,219 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐาน ของประเทศไทยภาคป่าไม้ (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) โดยการได้รับคาร์บอนเครดิต ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการลดผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบริษัทจะนำคาร์บอนเครดิต ที่ได้รับไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต และกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ครอบคลุมขอบเขตที่ 1, 2 และ 3

ความสำเร็จ
รางวัลอาเซียน เอนเนอร์ยี อวอร์ด 2568
การประชุมอาเซียน เอนเนอร์ยี อวอร์ด ครั้งที่ 25 ได้จัดงาน ประกาศผลผู้ชนะรางวัลอาเซียน เอนเนอร์ยี อวอร์ด 2568 ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย งานนี้จัดโดยศูนย์พลังงานอาเซียนโดยกระทรวงการเปลี่ยนผ่าน พลังงานและปฏิรูปน้ำของประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ รางวัล อาเซียน เอนเนอร์ยี อวอร์ด เป็นเกียรติยศที่ได้รับการยอมรับ อย่างสูง เพื่อยกย่องการมีส่วนร่วมที่โดดเด่นในภาคพลังงาน ทั่วทั้งภูมิภาค และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ในการพัฒนาพลังงานอาเซียน

ในปี 2568 ไทยเบฟได้รับรางวัล ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่น ของเราในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า:
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โครงการผลิตพลังงานทดแทน ที่ใช้น้ำกากส่าจากการกลั่นสุราที่ผ่านระบบบำบัดเป็นเชื้อเพลิง: บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (สาขาปทุมธานี)
ก้าวสู่อนาคต
เพื่อช่วยบรรลุเป้าหมายระยะสั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 42 ในขอบเขตที่ 1 และ 2 และร้อยละ 25 ในขอบเขตที่ 3 ภายในปี 2573 (เมื่อเปรียบเทียบกับปีฐาน 2566) ไทยเบฟจึงได้ริเริ่มโครงการต่อไปนี้
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์
ในปี 2569 ไทยเบฟมีแผนติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย เวียดนาม และมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าที่ 12.84 เมกะวัตต์ (MWp) การลงทุนในโครงการนี้ประมาณ 165.62 ล้านบาท โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของบริษัท และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย ด้านความยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร
โรงงานเครื่องกำเนิดไอน้ำจากเชื้อเพลิงชีวมวล
ไทยเบฟกำลังดำเนินการขยายโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลที่โรงงานเบียร์ไทย จังหวัดกำแพงเพชร โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 ด้วยการลงทุนรวม 55 ล้านบาท โครงการนี้ได้รับการออกแบบ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไอน้ำประมาณร้อยละ 80 ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 31,589 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
ทยเบฟกำลังดำเนินการปรับปรุงโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่โรงงานสุรากระทิงแดง จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับการผลิตไอน้ำ โดยใช้เงินลงทุนรวม 277.51 ล้านบาท และคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในปี 2569 โครงการนี้ได้รับการออกแบบเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเตาในการผลิตไอน้ำ 3.50 ล้านลิตรต่อปี ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 78,735 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2569/2570
โรงงานเครื่องกำเนิดไอน้ำและไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลและเชื้อเพลิงชีวภาพ
ไทยเบฟใช้เงินทุน 267.73 ล้านบาท ในการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำขนาด 35 ตัน และมีกังหันไอน้ำขนาด 1,400 กิโลวัตต์ ในประเทศเมียนมา ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2,923,200 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยใช้แกลบ เป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังผลิตเม็ดเชื้อเพลิงแกลบภายในโรงงานเพื่อเป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคง และยังสามารถใช้ก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียเป็นเชื้อเพลิงได้ด้วย โครงการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จ ในปี 2569 ช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 0.4 ล้านลิตรต่อปี ลดการใช้ถ่านหินประมาณ 20 ล้านกิโลกรัม ต่อปี ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 50,246 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 75 ล้านบาทต่อปี
เครื่องกำเนิดไอน้ำชีวมวลจากผงไบโอคาร์บอน
ในปี 2568 ไทยเบฟติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำชีวมวลที่โรงงานยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ แอนด์ ดิสทิลเลอรี่ จังหวัดนครปฐม โดยใช้ไบโอคาร์บอนชนิดผงเป็นเชื้อเพลิงแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยเงินลงทุน 56 ล้านบาท ซึ่งลดการใช้น้ำมันเตาได้ 2.1 ล้านลิตรต่อปี ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายประมาณ 38.64 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 6,495 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ระบบนวัตกรรมนี้ประกอบด้วยเครื่องจักรที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงแข็งบดละเอียด (Pulverized solid fuel) ออกแบบตามมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง พร้อมระบบตรวจจับพารามิเตอร์และการทำงานของ เครื่องกำเนิดไอน้ำอัตโนมัติที่ควบคุมโดยตัวควบคุมโปรแกรม (Programmable Logic Controller: PLC) ช่วยให้การทำงานง่ายและมีประสิทธิภาพ
เครื่องกำเนิดไอน้ำเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG)
ไทยเบฟได้ลงทุนประมาณ 9 ล้านบาทในการติดตั้งเครื่องกำเนิดไอน้ำจากก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) ที่โรงงานเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เครื่องกำเนิดไอน้ำจากก๊าซธรรมชาติเหลวนี้สามารถทดแทนการใช้น้ำมันเตาในการผลิตไอน้ำ โดยสามารถผลิตพลังงานความร้อนได้ 12,000,000 เมกะจูล และคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันเตาได้ 266,498 ลิตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 408 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงานได้ประมาณ 1.71 ล้านบาทต่อปี
การมีส่วนร่วมของคู่ค้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ
กลยุทธ์ในการจัดการก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการพัฒนาคู่ค้าและการสร้าง ความมีส่วนร่วมของคู่ค้าเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โครงการนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้าในการคำนวณและบริหารจัดการการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกขององค์กร สนับสนุนให้คู่ค้าตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้อง กับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยเบฟ และเพิ่มความสามารถในการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของวัตถุดิบหลักที่นำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น วัสดุของบรรจุภัณฑ์และผลิตผลทางการเกษตร ไทยเบฟร่วมมือกับคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงอย่างใกล้ชิดเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เครื่องมือ แนวทางการปฏิบัติที่ดีในกระบวนการผลิตเพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้เข้าสู่คาร์บอนต่ำ ิ

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังบูรณาการดัชนีวัดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการประเมินคู่ค้า และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างความโปร่งใส ความสามารถในการปรับตัวและการเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของไทยเบฟ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศและด้านพลังงาน
ในรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2568