รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี 2561
หน้าแรก / รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน 2561 / ดูแลใส่ใจสิ่งแวดล้อม พลังงานและการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ
GRI 103-1, GRI 103-2, GRI 302-1, GRI 302-3, GRI 302-4, GRI 305-1, GRI 305-2, GRI 305-4, GRI 305-5
  • ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่าของไทยเบฟ โดยสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงการการใช้พลังงานทดแทน การส่งเสริมกิจกรรมอนุรักษ์การใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด
  • ส่งเสริมพนักงานให้มีส่วนร่วมในการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิต ตลอดจนการลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ การใช้พลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์ และการนำผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ จากกระบวนการผลิตมาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิต เช่น ก๊าซชีวภาพจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไอน้ำแทนน้ำมันเตา
  • พัฒนากระบวนการผลิต และการบริหารจัดการ โดยใช้หลัก 3Rs คือ ลดการใช้ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reduce, Reuse, Recycle) โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบกระบวนการ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการ ส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกของพนักงานในชีวิตประจำวัน

ไทยเบฟ ได้วางกรอบการทำงาน เพื่อดำเนินการทางด้านเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

 

แบ่งปันคุณค่า

ดร.พิษณุ วิเชียรสรรค์
กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มเทคโนโลยีและวิศวกรรม

ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ
ท่ามกลางวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติ และพลังงาน ไทยเบฟได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่มีการใช้น้ำและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบหลัก จึงจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโดยตรง อีกทั้งขีดจำกัดด้านพลังงานจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเรียกเก็บภาษีคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่องค์กรเป็นผู้รับผิดชอบ

ไทยเบฟมีการประเมินความเสี่ยงทางด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศเพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินการทางธุรกิจ
ไทยเบฟได้ดำเนินการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการกำกับดูแล ผ่านคณะกรรมการบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยงขององค์กร ซึ่งในทีมนี้จะประกอบด้วยกรรมการบริษัท และผู้บริหารระดับสูง พร้อมทั้งกรรมการบริษัทที่เป็นกรรมการอิสระ โดยมีหน้าที่กำหนดนโยบายความยั่งยืน และนโยบายความเสี่ยง รวมถึงวางกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อหาแนวทางการดำเนินการ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

ไทยเบฟมีการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไทยเบฟสนับสนุนในการลงทุนและพัฒนาในการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น โครงการติดตั้งแผงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar rooftop) ระบบการผลิตไอน้ำจากก๊าซชีวภาพจากกระบวนการบำบัดน้ำเสีย โดยองค์กรมีการตรวจสอบและติดตามผล ทั้งนี้ องค์กรยังได้เข้าร่วมการประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในส่วนของคาร์บอน ฟุตพรินต์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product, CFP) และคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (Carbon Footprint for Organization, CFO) ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับ สถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนให้คำแนะนำ แก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ องค์กรยังได้เข้าร่วมเป็นบริษัทนำร่อง ในโครงการประเมินการใช้น้ำบาดาลตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอีกด้วย

 
ภารกิจสำคัญ การใช้พลังงานทดแทน
ไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท โดยการเลือกเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานทดแทน รวมทั้งการส่งเสริมกิจกรรม การลดการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด
  • การจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาค ที่ได้รับการออกแบบ ให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บริเวณหลังคาของอาคาร ทำให้ระบบแสงสว่างของคลังสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ ใช้พลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ร้อยละ 50
  • การติดตั้งแผงพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ของโรงงาน ในกลุ่มเบียร์ ด้วยงบลงทุนประมาณ 105 ล้านบาท เพื่อนำมาทดแทนพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 1.3 ล้านหน่วย โดยเป็นโครงการต่อเนื่องที่จะแล้วเสร็จระหว่างปี 2562-2564 จนครบทุกโรงเบียร์ในกลุ่มไทยเบฟ
  • การทำโครงการผลิตน้ำร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Hot Water) ร่วมกับการนำพลังงานความร้อนเหลือทิ้งจากระบบอัดอากาศ มาเป็นพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงจากน้ำมันเตา โดยเป็นกระบวนการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำก่อนเข้าสู่ระบบหม้อไอน้ำ ทำให้สามารถช่วยลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง น้ำมันเตา
  • การก่อตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อนำผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต เช่น น้ำกากส่ามาผลิตเป็นพลังงานทดแทน และนำพลังงานความร้อนไปใช้ในการกลั่นสุรา และนำส่วนที่เหลือมาผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การติดตั้งระบบการบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และสามารถนำก๊าซชีวภาพจากระบบดังกล่าวมาใช้ทดแทนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำ
 
คาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint)
คาร์บอนฟุตพรินต์ หมายถึง ปริมาณการปล่อยและดูดกลับ ก๊าซเรือนกระจก ทั้งที่เกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร (คาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร) หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจก ที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การบริโภค และการกำจัดซากผลิตภัณฑ์หลังการบริโภค (คาร์บอนฟุตพรินต์ผลิตภัณฑ์) โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ไทยเบฟ สนับสนุนแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยขอรับรองปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ทำให้บริษัทมีฐานข้อมูล ที่สำคัญและถูกต้องจากการตรวจวัดก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมขององค์กร สามารถจำแนกสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ และหาแนวทางการจัดการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ส่งผลให้ไทยเบฟสามารถลดการใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม และสื่อสารให้กับ ผู้บริโภคตระหนักรู้ถึงสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ไทยเบฟได้รับเครื่องหมาย คาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรจำนวน
15
บริษัท

ไทยเบฟได้รับเครื่องหมาย คาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์จำนวน
50
ผลิตภัณฑ์

ไทยเบฟได้รับฉลาก ลดคาร์บอนฟุตพรินต์จำนวน
16
ผลิตภัณฑ์
ทิศทางการดำเนินงาน

การใช้พลังงาน

เป้าหมาย


การลดอัตราส่วนการใช้พลังงาน ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลงภายในปี 2563
5%
เปรียบเทียบกับปีฐาน 2557

ความสำเร็จ



18%
การลดอัตราส่วนในการใช้ พลังงานต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ เปรียบเทียบกับปีฐาน 2557

204.70
เมกะจูลต่อเฮกโตลิตร
อัตราการใช้พลังงาน ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ ของธุรกิจเครื่องดื่ม

37.23
เมกะจูลต่อกิโลกรัม
อัตราการใช้พลังงาน ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ ของธุรกิจอาหาร

อัตราการใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานสิ้นเปลือง และพลังงานทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2561 (ธุรกิจเครื่องดื่ม)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมาย


การลดอัตราส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
10%
ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลงภายในปี 2563 เปรียบเทียบกับปีฐาน 2557

ความสำเร็จ



16%
การลดอัตราส่วนการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ เปรียบเทียบกับปีฐาน 2557

25.84
กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า/เฮกโตลิตร
อัตราส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ของธุรกิจเครื่องดื่ม

2.56
กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า/กิโลกรัม
อัตราส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ของธุรกิจอาหาร

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางตรง (Scope 1) ทางอ้อม (Scope 2) และทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2561 (ธุรกิจเครื่องดื่ม)

โครงการการใช้พลังงานทดแทน

ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดใช้พลังงานไฟฟ้า
จากการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นปริมาณ
71.52
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการใช้พลังงาน ของการผลิตน้ำร้อน
จากการติดตั้ง Solar tube เป็นปริมาณ
60.04
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการใช้เชื้อเพลิง
เช่น น้ำมันเตา/ถ่านหิน ของการผลิตไอน้ำ
จากการติดตั้งระบบ UASB รวมทั้งลดการใช้ไฟฟ้าในระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นปริมาณ
12,167
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงาน
จาก ผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากการตั้งโรงไฟฟ้า เป็นปริมาณ
157,261
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

รายงาน
การพัฒนาที่ยั่งยืน 2561